Copayment ประกันร่วมจ่าย เริ่มใช้ มี.ค.นี้

กลายเป็นที่จับตาสำหรับวงการประกันสุขภาพไทยที่กำลังมีการเปลี่ยนเปลงครั้งสำคัญ เมื่อสมาคมประกันชีวิตไทยประกาศนำระบบโค-เพย์เมนต์ (Copayment) หรือการร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลมาใช้ โดยจะมีผลตั้งแต่ 1 มีนาคม 2568 เป็นต้นไป แล้วแบบนี้จะส่งผลกับผู้ถือกรมธรรม์อย่างไร และจะต้องเตรียมตัวรับมือกับรูปแบบการจ่ายค่ารักษาพยาบาลแบบใหม่อย่างไร?

Copayment คืออะไร?

ระบบที่ผู้เอาประกันภัยต้องร่วมจ่ายค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลบางส่วนร่วมกับบริษัทประกัน โดยปกติจะกำหนดเป็นเปอร์เซ็นต์ของค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด ตัวอย่างเช่น หากค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด 10,000 บาท และมีการกำหนดให้ผู้เอาประกันร่วมจ่าย 30% ผู้เอาประกันจะต้องจ่ายค่ารักษาเอง 3,000 บาท ส่วนที่เหลือบริษัทประกันจะเป็นผู้รับผิดชอบ

ทำไมต้องมีระบบ Copayment?

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 8-15% ต่อปี อันเนื่องมาจากภาวะเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) บริษัทประกันจำเป็นต้องหามาตรการในการบริหารจัดการค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะในกรณีการเคลมที่เกินความจำเป็นสำหรับการเจ็บป่วยเล็กน้อย ระบบ Copayment จึงถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการให้บริการและการควบคุมค่าใช้จ่าย

เงื่อนไขการร่วมจ่ายที่ผู้ถือกรมธรรม์ควรรู้

ระบบ Copayment จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มีนาคม 2568 โดยมีเงื่อนไขสำคัญ 3 กรณี:

1. กรณีเจ็บป่วยเล็กน้อย  (Simple Diseases)

  • เมื่อมีการเคลมตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปต่อปีกรมธรรม์
  • มูลค่าการเคลมรวมเกิน 200% ของเบี้ยประกันสุขภาพ
  • ผู้เอาประกันต้องร่วมจ่าย 30% ในปีกรมธรรม์ถัดไป

เจ็บป่วยเล็กน้อย หรือ Simple Diseases คือ อาการป่วยทั่วไป ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล มักไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันในระยะยาว รักษาได้ง่าย เช่น การใช้ยาสามัญประจำบ้าน ใช้วิธีการธรรมชาติ หรือหายได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพาการรักษา ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก ได้ระบุรายชื่อ 5 กลุ่มโรคที่สามารถรับการรักษาแบบผู้ป่วยนอกได้ (ตามระบบบัญชีจำแนกทางสถิติระหว่างประเทศของโรคและปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้อง ฉบับทบทวนครั้งที่ 10: ICD-10) ได้แก่

  • โรคระบบทางเดินหายใจส่วนบนอักเสบ
  • ไข้หวัดใหญ่
  • ท้องเสียเฉียบพลัน
  • เวียนศีรษะ
  • โรคอื่นๆ เช่น ปวดหัว ไข้ไม่ระบุสาเหตุ ภูมิแพ้ กล้ามเนื้ออักเสบ กระเพาะอักเสบ และกรดไหลย้อน เป็นต้น

2. กรณีเจ็บป่วยทั่วไป

  • การเคลมโรคทั่วไป แต่ไม่นับรวมการผ่าตัดใหญ่และโรคร้ายแรง
  • เมื่อมีการเคลมตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปต่อปีกรมธรรม์
  • มูลค่าการเคลมรวมเกิน 400% ของเบี้ยประกันสุขภาพ
  • ผู้เอาประกันต้องร่วมจ่าย 30% ในปีกรมธรรม์ถัดไป

3. กรณีเข้าเงื่อนไขทั้งสองข้อ

  • หากเข้าเงื่อนไขทั้งกรณีที่ 1 และ 2 ผู้เอาประกันต้องร่วมจ่าย 50% ในปีกรมธรรม์ถัดไป

ทั้งนี้ ถ้าเข้าเงื่อนไข Copayment แล้ว หากในปีถัดไปมีสถานการณ์การเคลมที่ดีขึ้น บริษัทประกันจะมีการพิจารณาปรับเปลี่ยนในทุกรอบปีกรมธรรม์

ข้อยกเว้นสำคัญ

การเจ็บป่วยบางประเภทจะไม่ถูกนำมาคำนวณเพื่อเข้าเงื่อนไข Copayment ได้แก่

  • โรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง
  • การผ่าตัดใหญ่ที่ต้องใช้การดมยาสลบหรือการระงับความรู้สึกเฉพาะส่วน

ข้อดีและข้อควรพิจารณา

ข้อดี

  • เบี้ยประกันมีแนวโน้มถูกลง
  • เหมาะกับผู้ที่มีสวัสดิการเดิมหรือมีประกันฉบับอื่น
  • ส่งเสริมการใช้บริการทางการแพทย์อย่างเหมาะสม
  • กระตุ้นให้ผู้เอาประกันใส่ใจดูแลสุขภาพมากขึ้น

ข้อควรพิจารณา

  • ไม่เหมาะกับผู้ที่ทำประกันสุขภาพแบบ Copayment เป็นฉบับแรกและฉบับเดียว
  • อาจเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในกรณีที่ต้องเข้ารับการรักษาบ่อย
  • ต้องวางแผนการเงินเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้น
  • อาจส่งผลต่อการตัดสินใจเข้ารับการรักษาในกรณีจำเป็น

คำแนะนำสำหรับผู้ถือกรมธรรม์

  1. ประเมินสุขภาพและพฤติกรรมการใช้บริการทางการแพทย์ของตนเอง
  2. วางแผนการเงินเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต
  3. พิจารณาทางเลือกในการรักษาอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในกรณีอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย
  4. ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลกระทบต่อผู้ถือกรมธรรม์ในระยะแรก แต่เป็นมาตรการที่มุ่งหวังให้เกิดความยั่งยืนในระบบประกันสุขภาพในระยะยาว ผู้ถือกรมธรรม์ควรทำความเข้าใจเงื่อนไขใหม่นี้และวางแผนการใช้ประกันสุขภาพอย่างรอบคอบ เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากความคุ้มครอง

Latest Posts

Discover more from Thailand Health Hub

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading