ข้อมูลจากหลายหน่วยงานด้านสาธารณสุข รายงานว่า ในปี 2567–2568 สถานการณ์สุขภาพของเด็กและเยวชนไทย กำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพที่หลากหลาย ทั้งโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง สุขภาพจิต มลพิษทางอากาศ และโรคติดต่อที่กลับมาระบาดอย่างรุนแรง โดยผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าหากไม่เร่งแก้ไข อาจส่งผลระยะยาวต่อคุณภาพชีวิตและศักยภาพของประชากรในอนาคต
โรคและปัญหาสุขภาพที่น่าเป็นห่วงสำหรับเด็กไทยในปัจจุบัน ได้แก่
1. น้ำหนักเกิน – โรคอ้วนในเด็ก
ข้อมูลจากกรมอนามัยพบว่า เด็กไทยอายุ 6–14 ปี มีภาวะอ้วนสูงถึง 13–16% ขณะที่ในกลุ่มอายุ 15–18 ปี พบว่ามีเด็กอ้วนถึง 16.9% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ไม่เกิน 12% เนื่องจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารหวาน มัน เค็ม และการขาดการออกกำลังกายเป็นสาเหตุสำคัญที่เร่งให้เด็กไทยเผชิญโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวานชนิดที่ 2 และความดันโลหิตสูงเร็วขึ้น
2. เด็กติดจอ–ไม่ขยับ เสี่ยงพัฒนาการล่าช้า
เด็กไทยจำนวนมากใช้เวลาอยู่กับหน้าจอเฉลี่ย 5–8 ชั่วโมงต่อวัน ขณะที่อัตราการออกกำลังกายลดลงเหลือเพียง 16% ของกลุ่มเด็กอายุ 5–17 ปี ส่งผลให้เกิดปัญหาทางร่างกาย เช่น กล้ามเนื้อและกระดูกไม่แข็งแรง ภาวะหลับไม่สนิท และฮอร์โมนการเจริญเติบโตหลั่งลดลง
3. วิกฤตสุขภาพจิตในวัยเยาว์ เพิ่มสูงขึ้นอยางต่อเนื่อง
รายงานด้านสุขภาพเด็กในไทยระบุว่า เด็กอายุ 5–9 ปี ราว 1 ใน 14 คน มีพัฒนาการล่าช้า โดยพบความผิดปกติทางพฤติกรรม เช่น วิตกกังวล โรคซึมเศร้า และสมาธิสั้น (ADHD) มากขึ้น ในขณะที่การเข้าถึงการดูแลด้านจิตเวชในเด็กยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะในโรงเรียนและพื้นที่ห่างไกล
4. มลพิษทางอากาศ PM2.5 กระทบเด็กทั่วประเทศ
สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือและกรุงเทพฯ ซึ่งเด็กเล็กเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง หอบหืด และอาจกระทบต่อพัฒนาการทางสมองในระยะยาว
5. โรคติดต่อเฉียบพลัน (ไข้หวัดใหญ่/ไข้หวัดใหญ่ในเด็ก)
สถานการณ์โรคติดต่อกลับมาระบาดอีกครั้ง โดยพบว่า ช่วงต้นปี 2568 การระบาดของไข้หวัดใหญ่ในเด็กเพิ่มสูงขึ้นจาก 7,800 ราย เป็นกว่า 99,000 ราย ภายใน 2 สัปดาห์ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กวัยเรียนอายุ 5–9 ปี ทำให้หลายโรงเรียนต้องยกระดับมาตรการป้องกันและส่งเสริมการฉีดวัคซีน
ทางด้าน กระทรวงสาธารณสุข ได้เสนอแนวทางการดูแลสุขภาพสำหรับเด็ก ได้แก่ กินอาหารมีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 60 นาที และนอนหลับเพียงพอ 9–12 ชั่วโมงต่อวัน ควบคู่กับการลดเวลาอยู่หน้าจอและส่งเสริมกิจกรรมสร้างสัมพันธ์ในครอบครัวตามแนวทาง “สามเหลี่ยมสุขภาพใจ ในครอบครัว” ซึ่งประกอบด้วย การสื่อสาร ความผูกพัน และ ความอบอุ่น เพื่อสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว
.. การป้องกันสถานการณ์วิกฤตต่อสุขภาพของเยาวชนนั้น สังคมต้องร่วมมือกัน ทั้งครอบครัว โรงเรียน และภาครัฐ ควรหันมาใส่ใจอย่างจริงจัง เพื่อช่วยสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับสุขภาวะของเด็กไทย




