ป้องกันก่อนสาย! ภัยเงียบจาก “ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ”

โรคหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) คือภาวะความผิดปกติของการหายใจที่เกิดขึ้นระหว่างนอนหลับ ทำให้เกิดการหยุดหายใจเป็นพัก ๆ ตลอดทั้งคืน ส่งผลให้อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายขาดออกซิเจน และหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงถึงชีวิตได้

จากข้อมูลของราชวิทยาลัย โสต ศอ นาสิกแพทย์แห่งประเทศไทย พบว่า คนไทยประมาณ 25% หรือ 1 ใน 4 มีภาวะนอนกรน และที่น่ากังวลกว่านั้นคือ มีผู้มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับประมาณ 5% หรือราว 3 ล้านคน ชี้ให้เห็นว่าโรคนี้เป็นปัญหาสุขภาพที่กำลังคุกคามประชากรไทยอย่างเงียบ ๆ โดยเฉพาะในผู้ใหญ่ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป มีความเสี่ยงสูง

หากปล่อยภาวะหยุดหายใจขณะหลับไว้โดยไม่รักษา ผลกระทบที่ตามมาอาจร้ายแรงถึงขั้นคุกคามชีวิตได้ ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็น ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หัวใจวาย หัวใจเต้นผิดจังหวะ และ โรคหลอดเลือดสมอง อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อ โรคเบาหวาน ภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ และที่สำคัญคือ อุบัติเหตุ ที่อาจเกิดขึ้นจากอาการง่วงนอนผิดปกติระหว่างวัน ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุทางรถยนต์ หรือการทำงานที่ต้องใช้สมาธิ

รู้จักกับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก:

  • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea: OSA): เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด เกิดจากการที่ทางเดินหายใจส่วนบนตีบแคบลงหรือถูกอุดกั้นขณะหลับ โดยเฉพาะเมื่อกล้ามเนื้อในลำคอหย่อนตัวลงมากเกินไป ทำให้ลมหายใจไม่สามารถผ่านเข้าออกได้อย่างสะดวก มักแสดงออกด้วยอาการ กรนเสียงดังผิดปกติ หรือกรนเป็นประจำ และมีช่วงหยุดกรนไปชั่วขณะ ก่อนที่จะหายใจเฮือกหรือสำลักเหมือนขาดอากาศ
  • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากสมองส่วนกลาง (Central Sleep Apnea: CSA): เกิดจากสมองส่วนกลางไม่ส่งสัญญาณไปยังกล้ามเนื้อที่ควบคุมการหายใจ ทำให้ไม่มีการเคลื่อนไหวของการหายใจชั่วขณะ

นอกจากอาการที่สังเกตได้ขณะหลับแล้ว ผู้ป่วยมักจะมีอาการเมื่อตื่นนอนหรือระหว่างวัน เช่น ปวดศีรษะไม่สดชื่น รู้สึก นอนไม่เต็มอิ่ม แม้จะนอนหลับไปหลายชั่วโมงแล้วก็ตาม ง่วงนอนมากผิดปกติ ในระหว่างวัน ไม่มีสมาธิ ความจำลดลง และ อารมณ์หงุดหงิดง่าย

แนวทางการป้องกันและดูแลตนเอง

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและดูแลสุขภาพในเบื้องต้น จะช่วยป้องกันการเกิดภาวะหยุดหายใจได้ โดยเริ่มจาก

  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ การลดน้ำหนักลงเพียง 10% ของน้ำหนักตัวก็สามารถช่วยให้อาการดีขึ้นได้ และควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และยานอนหลับก่อนนอน สารเหล่านี้ทำให้กล้ามเนื้อในลำคอหย่อนตัวมากเกินไป และปิดกั้นทางเดินหายใจได้ง่ายขึ้น ควรหลีกเลี่ยงอย่างน้อย 4 ชั่วโมงก่อนนอน
  • ปรับท่านอน การนอนหงายมักจะทำให้ลิ้นและเพดานอ่อนตกลงไปอุดกั้นทางเดินหายใจได้ง่ายกว่า ลองเปลี่ยนมา นอนตะแคง ซึ่งจะช่วยให้ทางเดินหายใจเปิดกว้างขึ้น
  • ปรับสุขอนามัยในการนอนหลับ เข้านอนและตื่นนอนให้เป็นเวลาสม่ำเสมอ จัดสภาพแวดล้อมในห้องนอนให้มืด เงียบ และเย็นสบาย หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก่อนนอน และงดคาเฟอีนหรือนิโคตินในช่วงเย็น
  • เลิกสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่ทำให้เกิดการอักเสบและบวมของเยื่อบุทางเดินหายใจ ทำให้ทางเดินหายใจตีบแคบลง

หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการที่สงสัยว่าเป็นโรคหยุดหายใจขณะหลับ เช่น นอนกรนเสียงดังผิดปกติ มีช่วงหยุดกรน หรือตื่นมาแล้วรู้สึกไม่สดชื่น ง่วงนอนผิดปกติในเวลากลางวัน แม้จะนอนเต็มที่แล้ว ควรรีบไปปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยด้วยการตรวจการนอนหลับ (Sleep Test)

Latest Posts

Discover more from Thailand Health Hub

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading