คุณเคยมีอาการท้องเสีย ปวดท้องรุนแรง จนต้องวิ่งเข้าห้องน้ำทั้งวันทั้งคืนหรือไม่? หลายครั้งที่เรามักจะโทษว่าอาจเป็นเพราะกินของเผ็ดหรืออาหารไม่ย่อย แต่ความจริงแล้วอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของ เชื้อซาลโมเนลลา แบคทีเรียตัวร้ายที่แอบแฝงมากับอาหาร
เชื้อซาลโมเนลลาคืออะไร
ซาลโมเนลลา เป็นแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในลำไส้ของสัตว์หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นไก่ หมู วัว หรือ สัตว์ปีก เมื่อเรากินอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อนี้เข้าไป เชื้อจะเข้าไปทำให้ลำไส้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรง ซึ่งจะเกิดอาการที่ชัดเจนและรุนแรงกว่าการท้องเสียธรรมดา
อาการที่บ่งบอกว่าอาจติดเชื้อซาลโมเนลลา
- ท้องเสียเป็นน้ำ อาการนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง บางครั้งอาจรู้สึกว่า “นั่งปุ๊บ ไหลปั๊บ”
- ปวดท้องบิดเกร็ง รู้สึกปวดบิดอย่างรุนแรงบริเวณช่องท้อง เหมือนมีอะไรกำลังบีบอยู่ข้างใน
- มีไข้และปวดเมื่อยตัว อาการนี้ทำให้บางคนเข้าใจผิดว่าเป็นไข้หวัดธรรมดา
- กลิ่นอุจจาระผิดปกติ กลิ่นจะรุนแรงและผิดแปลกไปจากท้องเสียปกติ ทำให้รู้ได้ทันทีว่าไม่ใช่อาการท้องเสียทั่วไป
อาการเหล่านี้จะเริ่มขึ้นภายใน 6-72 ชั่วโมง หลังจากกินอาหารที่ปนเปื้อนเข้าไป หากเป็นคนที่มีสุขภาพแข็งแรง อาการอาจจะดีขึ้นเองใน 3-4 วัน แต่สำหรับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยเบาหวานและผู้ที่รับยาเคมีบำบัด อาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นติดเชื้อในกระแสเลือดได้
เชื้อซาลโมเนลลาพบได้ที่ไหน?
แม้ว่าเชื้อซาลโมเนลลาจะถูกทำลายด้วยความร้อน แต่ปัญหาคืออาหารอร่อยหลายอย่างที่เราชอบกินมักจะอยู่ในสภาพ “ไม่สุกดี” หรือถูกเก็บรักษาอย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นโอกาสให้เชื้อเติบโตได้ดี
- ไข่ดิบและไข่ที่ปรุงไม่สุก แม่ไก่ที่ติดเชื้ออาจส่งผ่านเชื้อไปยังไข่ได้ตั้งแต่ก่อนเปลือกจะก่อตัว
- เนื้อสัตว์ปีกและเนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อดิบที่ปนเปื้อนเชื้อจากขั้นตอนการชำแหละ
- นมและผลิตภัณฑ์จากนมที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ นมที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการพาสเจอไรซ์
- ผักและผลไม้ อาจปนเปื้อนจากการล้างด้วยน้ำที่ไม่สะอาด หรือจากการใช้เขียงหั่นเนื้อดิบร่วมกับผักสด
- เบเกอรี่และอาหารค้างคืน เค้กโฮมเมดที่ไม่ได้อบด้วยอุณหภูมิที่เหมาะสมก็มีความเสี่ยงเช่นกัน รวมถึงอาหารที่ทำทิ้งไว้แล้วไม่เก็บในตู้เย็นทันที หรือปล่อยทิ้งไว้นานเกิน 2 ชั่วโมง โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้น เชื้อจะเติบโตได้รวดเร็วมาก
ทำไมบางคนแค่ท้องเสีย แต่บางคนต้องนอนโรงพยาบาล?
ความรุนแรงของอาการขึ้นอยู่กับสองปัจจัยหลัก คือ
- ปริมาณเชื้อที่กินเข้าไป หากได้รับเชื้อปริมาณน้อย ร่างกายอาจจัดการได้และมีอาการไม่รุนแรง แต่หากได้รับเชื้อปริมาณมาก จะทำให้มีอาการรุนแรงได้
- ภูมิคุ้มกันของร่างกาย คนที่มีสุขภาพดี ร่างกายจะสามารถต่อสู้กับเชื้อได้และหายเองในไม่กี่วัน แต่สำหรับเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจนต้องเข้ารับการรักษา
วิธีป้องกันตัวเองจากเชื้อซาลโมเนลลา
การป้องกันเชื้อซาลโมเนลลาทำได้ง่าย ๆ ด้วยการใส่ใจเรื่องสุขอนามัยในการกินอยู่ประจำวัน
- ปรุงอาหารให้สุกทั่วถึง โดยเฉพาะอาหารประเภทเนื้อสัตว์และไข่ ควรทำให้สุกด้วยความร้อนที่เพียงพอเพื่อฆ่าเชื้อโรค
- ล้างมือให้สะอาด ล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้งก่อนเตรียมอาหาร ก่อนรับประทานอาหาร และหลังเข้าห้องน้ำ
- แยกวัตถุดิบดิบและอาหารที่ปรุงสุกแล้ว ใช้เขียงและมีดคนละอันในการหั่นเนื้อดิบและผักสด เพื่อป้องกันการปนเปื้อนข้าม
- เก็บอาหารอย่างเหมาะสม เก็บอาหารที่ปรุงสุกแล้วในภาชนะที่ปิดมิดชิด และเก็บไว้ในตู้เย็นที่อุณหภูมิที่เหมาะสม
- ล้างผักผลไม้ให้สะอาด ล้างผักและผลไม้ให้สะอาดด้วยน้ำสะอาดหลาย ๆ ครั้งก่อนรับประทาน
..เชื้อซาลโมเนลลา ไม่ใช่เรื่องไกลตัว การใส่ใจเรื่องความสะอาดและการปรุงอาหารให้สุกจึงเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด





