การสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกายเป็นสิ่งสำคัญ และไม่ควรมองข้าม หากคุณมีอาการใดอาการหนึ่งหรือหลายอาการเหล่านี้ติดต่อกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด
- ไอเรื้อรัง ไอติดต่อกันนานเกิน 2 สัปดาห์ หรือไอมีเสมหะผิดปกติ
- เหนื่อยง่ายผิดปกติ ทำกิจกรรมที่เคยทำได้สบายๆ แต่กลับรู้สึกเหนื่อยหอบ หรือหายใจสั้นลง
- หายใจลำบาก/หายใจมีเสียง มีอาการหายใจหอบถี่ หายใจไม่ทั่วท้อง หรือมีเสียงหวีด (Wheezing) ขณะหายใจ
- เจ็บแน่นหน้าอก โดยเฉพาะอาการเจ็บที่สัมพันธ์กับการหายใจเข้า-ออก
- เสมหะเปลี่ยนสี/มีเลือดปน เป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที
- ผิวคล้ำ ริมฝีปากเขียว บ่งบอกว่าร่างกายอาจได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ
วิธีทดสอบสมรรถภาพปอดเบื้องต้นที่คุณทำได้เอง
คุณสามารถประเมินความสามารถในการหายใจของตัวเองได้ด้วย 2 วิธีง่ายๆ
1. การวัดอัตราการหายใจในภาวะพัก (Respiratory Rate)
วิธีการ
ขณะนั่งพักผ่อนสบายๆ ไม่ได้ทำกิจกรรม ให้จับเวลา 1 นาที แล้วนับจำนวนครั้งที่เราหายใจเข้าและออก (หายใจเข้า-ออก นับเป็น 1 ครั้ง)
ค่าปกติ
โดยทั่วไป อัตราการหายใจปกติของผู้ใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 12-20 ครั้งต่อนาที
ข้อสังเกต
หากคุณหายใจเร็วกว่าปกติอย่างสม่ำเสมอในขณะพัก (เช่น มากกว่า 20 ครั้งต่อนาที) อาจบ่งชี้ว่าร่างกายพยายามทำงานหนักขึ้นเพื่อรับออกซิเจน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ควรสังเกตและปรึกษาแพทย์
2. การกลั้นหายใจหลังหายใจเข้าเต็มที่
วิธีการ
- นั่งหลังตรง หายใจเข้า-ออกลึกๆ สองสามครั้ง
- หายใจเข้าลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนรู้สึกว่าปอดเต็ม
- กลั้นหายใจไว้ พร้อมจับเวลา
- นับเวลาจนกระทั่งคุณรู้สึกว่าต้องหายใจออก
ค่าโดยประมาณ
- คนที่มีสุขภาพปอดแข็งแรง มักจะสามารถกลั้นหายใจได้นาน อย่างน้อย 30 วินาที
- หากคุณกลั้นหายใจได้น้อยกว่า 30 วินาที อาจบ่งบอกถึงสมรรถภาพปอดที่ลดลง หรืออาจไม่ได้ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
ข้อควรระวัง
การทดสอบนี้เป็นเพียงการประเมินเบื้องต้น ห้ามทำในผู้ที่มีโรคหัวใจหรือภาวะสุขภาพที่รุนแรงอื่นๆ
วิธีดูแลปอดให้แข็งแรงด้วยตัวเอง
ปอดเป็นอวัยวะที่สำคัญ แต่ก็ถูกทำลายได้ง่ายจากมลภาวะและพฤติกรรมของเรา เพื่อให้ปอดของคุณแข็งแรงอยู่เสมอ ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเอง ดังนี้
1. กินอาหารที่ดีต่อปอด
เลือกกินอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น แอปเปิ้ล บร็อคโคลี เนื้อสัตว์ ถั่ว ชา ขิง สตรอว์เบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ ส้ม และมะนาว อาหารพวกนี้จะช่วยบำรุงปอดให้แข็งแรง
2. ดื่มน้ำให้เพียงพอ
ดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้ว จะช่วยให้ปอดชุ่มชื้น ไม่แห้ง ลดการระคายเคือง ถ้าปอดขาดน้ำจะติดเชื้อง่าย และมีอาการไอแห้ง มีไข้ หอบเหนื่อย
3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
การออกกำลังกายไม่ได้แค่ลดน้ำหนักหรือสร้างกล้ามเนื้อ แต่ยังช่วยให้ปอดแข็งแรงอีกด้วย เพราะตอนออกกำลังกาย หัวใจเต้นเร็วขึ้น ปอดต้องทำงานหนักขึ้น ส่งออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายและขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา ถือเป็นการบริหารปอดโดยตรง
4. นอนให้เพียงพอ
คนวัยทำงาน (18-64 ปี) ควรนอนวันละ 7-9 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายและปอดได้พักผ่อนซ่อมแซมตัวเอง การนอนน้อยหรือนอนดึกจะทำให้ภูมิต้านทานลด เจ็บป่วยง่าย และอาจมีปัญหาระบบหายใจตามมา
5. เลิกนิสัยที่ทำร้ายปอด
- เลิกสูบบุหรี่ เพราะเสี่ยงต่อโรคปอดต่างๆ เช่น ปอดอักเสบ ถุงลมโป่งพอง หรือมะเร็งปอด
- ลดดื่มแอลกอฮอล์ เพราะทำลายภูมิคุ้มกัน ทำให้ปอดติดเชื้อง่าย
- หลีกเลี่ยงควันรถและมลพิษ เพราะมีสารพิษที่อันตรายต่อปอด
6. รักษาความอบอุ่นให้ปอด
ในที่อากาศหนาวควรแต่งตัวให้อุ่น เพราะอากาศเย็นทำให้ปอดระคายเคือง อาจไอ หอบ หายใจมีเสียงหวีด ถ้าปล่อยไว้นานอาจปอดอักเสบหรือติดเชื้อได้
7. ฝึกหายใจลึกๆ
หายใจเข้า-ออกลึกๆ วันละอย่างน้อย 10 ครั้ง จะช่วยบริหารปอด กระบังลม และกล้ามเนื้อทรวงอก ทำให้ปอดขยายตัวเต็มที่ หายใจสะดวกขึ้น
..ความตระหนักรู้ คือการป้องกันที่ดีที่สุด หมั่นสังเกตลมหายใจและสัญญาณเตือนของร่างกายอยู่เสมอ เพื่อที่คุณจะได้มี “ลมหายใจ” ที่สดชื่นและแข็งแรงไปนานๆ




