โรคเท้าเป็นรู (Pitted Keratolysis) เป็นภาวะที่ผิวหนังบริเวณฝ่าเท้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งส้นเท้าและส่วนที่ลงน้ำหนัก มีลักษณะเป็นรูเล็ก ๆ คล้ายรอยถูกเจาะ มักเป็นที่มาของกลิ่นไม่พึงประสงค์ ปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมการเกิดโรคนี้คือ ความชื้น และ ความอับชื้น

สาเหตุที่ทำให้ “เท้าเป็นรู”
โรคเท้าเป็นรูเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่เกิดขึ้นบริเวณผิวหนังชั้นนอกสุด (ชั้นขี้ไคล) เชื้อแบคทีเรียเหล่านี้จะปล่อยเอนไซม์ที่สามารถย่อยสลายเคอราติน (โปรตีนที่เป็นองค์ประกอบหลักของผิวหนัง) ทำให้เกิดเป็นรูเล็ก ๆ ขึ้น
ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ส่งเสริมให้เกิดโรคนี้คือ:
- ความชื้นสูง: การที่เท้าเปียก เหงื่อออกมาก หรือสวมใส่รองเท้าที่อับชื้นและไม่ระบายอากาศเป็นเวลานาน
- สุขอนามัยที่ไม่ดี: การไม่ดูแลความสะอาดของเท้า
- การใส่รองเท้าที่ปิดมิดชิด: เช่น รองเท้าบูท หรือรองเท้ากีฬา ที่ทำให้เท้าอับชื้นตลอดเวลา
- สภาพแวดล้อมที่ร้อนชื้น: เช่น ประเทศไทย
อาการของโรคเท้าเป็นรู
1. รูพรุนและรอยแหว่ง มีลักษณะเป็นรูเล็ก ๆ ตื้น ๆ คล้ายรอยถูกเจาะ หรือรอยแหว่งบนผิวหนังฝ่าเท้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณส้นเท้า ใต้หัวแม่เท้า และส่วนที่ลงน้ำหนัก ไม่ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดหรือคัน (ซึ่งแตกต่างจากเชื้อรา)
2. กลิ่นเหม็นรุนแรง เป็นอาการที่เด่นชัดที่สุดและสร้างความรำคาญใจให้ผู้ป่วยมากที่สุด กลิ่นเหม็นนี้เกิดจากสารระเหยที่แบคทีเรียสร้างขึ้นมาในกระบวนการย่อยสลายผิวหนัง
3. ผิวหนังเปื่อยยุ่ยและขาวซีด ในบางรายอาจเห็นผิวหนังฝ่าเท้ามีลักษณะเปื่อยยุ่ย หรือเป็นสีขาวซีดเมื่อแช่น้ำนาน ๆ หรืออยู่ในภาวะอับชื้นมาก ๆ
วิธีจัดการและแก้ไข
การรักษาโรคเท้าเป็นรูมุ่งเน้นไปที่การกำจัดแบคทีเรียและการควบคุมความชื้น
1. การรักษาทางการแพทย์ (ยาทา)
- ยาปฏิชีวนะชนิดทา เป็นการรักษาหลักที่ได้ผลดีที่สุด โดยแพทย์จะสั่งยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียแบบทา เช่น Clindamycin (คลินดาไมซิน) หรือ Erythromycin (อิริโทรมัยซิน) ให้ทาบริเวณที่เป็นรูพรุนตามคำแนะนำของแพทย์
- Benzoyl Peroxide (เบนโซอิล เปอร์ออกไซด์) เป็นยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียชนิดทา
2. การดูแลตัวเองและสุขอนามัย
- ล้างเท้าให้สะอาด ล้างเท้าด้วยสบู่วันละ 1-2 ครั้ง และเช็ดเท้าให้แห้งสนิททุกครั้ง โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้วเท้า
- ควบคุมความชื้น
- เปลี่ยนถุงเท้าบ่อย ๆ ควรเปลี่ยนถุงเท้าอย่างน้อยวันละครั้ง และเลือกใช้ถุงเท้าที่ทำจากวัสดุที่ช่วยดูดซับเหงื่อ เช่น ผ้าฝ้าย หรือใยสังเคราะห์ที่ระบายอากาศได้ดี
- สลับรองเท้า พยายามไม่ใส่รองเท้าคู่เดิมทุกวัน เพื่อให้รองเท้ามีเวลาแห้งสนิท
- เลือกรองเท้าที่ระบายอากาศ หากทำได้ ให้สวมใส่รองเท้าที่เปิดโปร่ง หรือรองเท้าแตะบ้าง
- ใช้แป้งลดความอับชื้น อาจใช้แป้งฝุ่นโรยเท้าหรือถุงเท้าเพื่อช่วยดูดซับความชื้น
- ยาทาลดเหงื่อ ในรายที่เหงื่อออกมาก อาจใช้ยาทาที่ช่วยลดเหงื่อ ทาที่ฝ่าเท้าตามคำแนะนำของแพทย์
หากปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด อาการเท้าเป็นรูและกลิ่นเหม็นมักจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดภายในไม่กี่สัปดาห์





