“ไวรัสอีโบลา” กลับมาเป็นประเด็นที่ทั่วโลกจับตาอีกครั้ง หลังสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DR Congo) รายงานการระบาดรอบใหม่ในจังหวัดอิตูริ ซึ่งอยู่ใกล้ชายแดนยูกันดาและซูดานใต้ โดยหน่วยงานสาธารณสุขแอฟริการะบุว่า พบผู้ต้องสงสัยติดเชื้อกว่า 246 ราย และมีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 65 ราย

สิ่งที่ทำให้การระบาดครั้งนี้ถูกจับตามองมากขึ้น คือการตรวจพบว่าเชื้ออาจไม่ใช่สายพันธุ์ “ซาอีร์” (Zaire ebolavirus) ซึ่งเป็นสายพันธุ์หลักที่เคยระบาดในอดีต โดย องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าสายพันธุ์ที่พบล่าสุดคือสายพันธุ์ “บุนดิบูเกียว” (Bundibugyo virus) ทำให้วัคซีนและแนวทางรักษาที่มีอยู่เดิมอาจใช้ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์กำลังเร่งวิเคราะห์พันธุกรรมของไวรัสเพิ่มเติม
อีโบลาคืออะไร?
โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา (Ebola Virus Disease: EVD) เป็นโรครุนแรงที่มีอัตราเสียชีวิตสูง ติดต่อผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ เช่น เลือด น้ำลาย เหงื่อ อาเจียน หรือร่างผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ ไม่ได้แพร่ผ่านอากาศเหมือนไข้หวัดหรือโควิด-19
อาการเริ่มต้นมักคล้ายไข้ทั่วไป ได้แก่
- ไข้สูง
- ปวดศีรษะ
- อ่อนเพลีย
- ปวดกล้ามเนื้อ
- เจ็บคอ
หลังจากนั้นอาจมีอาการรุนแรงขึ้น เช่น อาเจียน ท้องเสีย ตับและไตทำงานผิดปกติ และบางรายอาจมีเลือดออกภายในหรือภายนอกร่างกาย
ทำไมทั่วโลกจึงกังวล?
แม้การระบาดจะยังอยู่ในแอฟริกา แต่ผู้เชี่ยวชาญกังวลเรื่อง “การแพร่ข้ามพรมแดน” เพราะพื้นที่ระบาดมีการเดินทางและทำเหมืองจำนวนมาก อีกทั้งอยู่ใกล้หลายประเทศ ทำให้ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา (Africa CDC) ต้องเรียกประชุมเร่งด่วนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีรายงานการระบาดนอกทวีปแอฟริกา และยังไม่พบความเสี่ยงต่อการระบาดในไทย แต่หน่วยงานสาธารณสุขทั่วโลกยังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
คนไทยต้องกังวลหรือไม่?
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ความเสี่ยงของคนไทยยังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากอีโบลาไม่ได้ติดต่อผ่านอากาศ และต้องสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยโดยตรงจึงจะติดเชื้อได้
สิ่งสำคัญคือการติดตามข่าวจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และไม่ตื่นตระหนกเกินไป โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางกลับจากประเทศในแอฟริกาที่มีการระบาด หากมีไข้หรืออาการผิดปกติควรรีบพบแพทย์ทันที
วิธีป้องกันเบื้องต้นที่ประชาชนควรรู้
- ล้างมือด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจลสม่ำเสมอ
- หลีกเลี่ยงสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งของผู้อื่น
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่าหรือเนื้อสัตว์ที่ไม่ผ่านการปรุงสุก
- หากเดินทางไปพื้นที่เสี่ยง ควรติดตามประกาศจากหน่วยงานสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด
แม้ “อีโบลา” จะเป็นโรคที่รุนแรง แต่ปัจจุบันมีระบบเฝ้าระวังและการตอบสนองที่รวดเร็วกว่าสมัยการระบาดใหญ่ เมื่อสิบปีก่อน ซึ่งเกิดขึ้นในแอฟริกาตะวันตก การรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกันความตื่นตระหนกและดูแลสุขภาพของตนเอง





