
แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย พร้อมด้วย แพทย์หญิงศิริพร กัญชนะ ประธานมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย และแพทย์หญิงทิพา ไกรลาศ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมสุขภาพ ร่วมการจัดทำแผนปฏิบัติการปลูกจิตสำนึกสาธารณะและความรับผิดชอบต่อสังคมในเด็กปฐมวัย (0-3 ปี และ 4-6 ปี) ณ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร โดยมี พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เป็นประธาน
การประชุมในครั้งนี้เป็นการบูรณาการความร่วมมือ 10 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงแรงงาน, กรุงเทพมหานคร, กรมกิจการเด็กและเยาวชน (พม.), กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (พม.), สภาการศึกษา (ศธ.), สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ศธ.), กรมการศาสนา (วธ.),ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) และกรมอนามัย เพื่อกำหนดทิศทางและจัดทำแผนฯ ปลูกจิตสำนึกสาธารณะในกลุ่มเด็กปฐมวัย ซึ่งการปลูกจิตสำนึกสาธารณะและความรับผิดชอบต่อสังคม ต้องเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก ครอบครัวและโรงเรียน คือ “ต้นแบบสำคัญ”ในการหล่อหลอมเด็กให้เติบโตเป็นพลเมืองคุณภาพที่ดี แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า กรมอนามัยได้เสนอ “8 แนวทางหลักในการสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมในเด็กปฐมวัย” ต่อที่ประชุม ดังนี้ 1) ผู้ใหญ่ต้องเป็น “แบบอย่างที่ดี” เพราะเด็กปฐมวัยเรียนรู้จากการเลียนแบบพฤติกรรมของผู้ใหญ่ หากพ่อแม่ ครู และคนรอบตัว แสดงความมีน้ำใจ มีวินัย รักษากติกา และรับผิดชอบต่อส่วนรวม เด็กจะค่อย ๆ ซึมซับพฤติกรรมเหล่านั้นโดยธรรมชาติ เช่น การพูดขอบคุณ ขอโทษ การช่วยเหลือผู้อื่น และการทิ้งขยะให้ถูกที่ 2) ฝึกความรับผิดชอบจากเรื่องใกล้ตัว ควรเริ่มจากหน้าที่เล็ก ๆ ที่เหมาะสมกับวัย เช่น เก็บของเล่นหลังเล่นเสร็จ นำจานไปเก็บ ช่วยรดน้ำต้นไม้ หรือช่วยจัดโต๊ะอาหาร เพื่อให้เด็กเกิดความภูมิใจในตนเอง เรียนรู้หน้าที่ และมีวินัยในชีวิตประจำวัน 3) สอนการอยู่ร่วมกับผู้อื่น การแบ่งปัน การรอคอย การเคารพสิทธิของผู้อื่น และการทำกิจกรรมร่วมกัน เป็นพื้นฐานสำคัญของการอยู่ร่วมในสังคม โดยกิจกรรมอย่างเกมกลุ่ม งานศิลปะร่วมกัน 4) เปิดโอกาสให้เด็กได้ช่วยเหลือสังคม ทำให้รู้สึกว่า “ตนเองมีคุณค่า” เช่น ช่วยดูแลห้องเรียน ปลูกต้นไม้ แยกขยะ 5) ใช้การสื่อสารเชิงบวกแทนการดุรุนแรง เมื่อเด็กทำผิด ควรใช้วิธีชวนคิดและชวนแก้ปัญหา มากกว่าการตำหนิรุนแรง เช่น “ถ้าเพื่อนโดนแย่งของเล่น เพื่อนจะรู้สึกอย่างไร” หรือ “เราจะแก้ไขเรื่องนี้ได้อย่างไร” เพราะจะช่วยพัฒนาความเห็นอกเห็นใจและการรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองได้ดีกว่า
6) สร้างกติกาที่ชัดเจนและสม่ำเสมอ เช่น เล่นเสร็จต้องเก็บของ เข้าแถว หรือพูดสุภาพกับผู้อื่น และควรปฏิบัติอย่างต่อเนื่องทั้งที่บ้าน โรงเรียน และชุมชน 7) เปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การให้เด็กได้เลือกหน้าที่ประจำวัน หรือมีส่วนร่วมในการตั้งกติกาง่าย ๆ ในห้องเรียนหรือในบ้าน จะช่วยให้เด็กรู้สึกเป็นเจ้าของ รู้จักหน้าที่ และมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนเองมีส่วนร่วมกำหนด และ 8) สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่อบอุ่นและมีความสุข การปลูกฝังจิตสาธารณะควรเกิดขึ้นในบรรยากาศที่ปลอดภัย อบอุ่น และไม่กดดัน เพราะเด็กจะเรียนรู้และซึมซับพฤติกรรมที่ดีได้ดีที่สุดเมื่อรู้สึกมีความสุขและได้รับการยอมรับจากคนรอบตัว เพราะการปลูกฝังจิตสาธารณะในเด็กปฐมวัย ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เริ่มได้จาก “เรื่องเล็กในทุกวัน” หากครอบครัว โรงเรียน และสังคมร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่อบอุ่น ปลอดภัย และเอื้อต่อการเรียนรู้ เด็กจะค่อย ๆ ซึมซับคุณค่าของการอยู่ร่วมกับผู้อื่น และเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต





