ปรับพฤติกรรมข้อเข่าเสื่อม รักษาได้ไม่ต้องผ่าตัด พร้อมแนวทางการดูแลตัวเองให้อาการดีขึ้น

อาการปวดเข่า เข่าตึง มีเสียงดังก๊อบแก๊บเวลาเดิน หรือรู้สึกลำบากทุกครั้งที่ต้องขึ้นลงบันได อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องปกติที่คุณควรปล่อยผ่าน เพราะคือสัญญาณเตือนในระยะเริ่มต้นของโรคข้อเข่าเสื่อม ซึ่งเกิดจากการที่กระดูกอ่อนผิวข้อเกิดการสึกหรอและเสื่อมสภาพไปตามอายุและการใช้งาน

หลายคนเมื่อได้ยินคำว่าข้อเข่าเสื่อมมักจะเกิดความกังวลและคิดไปถึงการผ่าตัด แต่จริง ๆ แล้ว หากตรวจพบในระยะเริ่มต้น ข้อเข่าเสื่อมรักษาได้ไม่ต้องผ่าตัดเสมอไป บทความนี้เราได้นำข้อมูลที่โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 9 แอร์พอร์ต เคยให้ข้อมูลไว้ มาแชร์แนวทางการรักษา พร้อมแนะนำปรับพฤติกรรมข้อเข่าเสื่อม ว่าต้องทำอย่างไรให้อาการปวดทุเลาลงและกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง

เช็กสัญญาณเตือน! อาการแบบไหนเสี่ยงเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม

ก่อนที่เราจะไปถึงขั้นตอนการรักษา ลองมาสำรวจตัวเองและคนใกล้ชิดกันก่อนว่า มีอาการเหล่านี้ที่บ่งชี้ถึงภาวะข้อเข่าเสื่อมหรือไม่ โดยปกติแล้วอาการมักจะไม่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่จะค่อย ๆ ทวีความรุนแรงขึ้น ดังนี้

  • มีอาการข้อฝืดตึง มักจะสังเกตได้ชัดเจนที่สุดในช่วงเช้าหลังตื่นนอน หรือหลังจากที่นั่งท่าเดิมเป็นเวลานาน ๆ พอจะขยับตัวลุกขึ้นยืนจะรู้สึกว่าเข่าติดขัด
  • ปวดเข่าเมื่อมีการเคลื่อนไหว จะรู้สึกปวดมากขึ้นเมื่อต้องเดินระยะทางไกล ๆ วิ่ง หรือขึ้นลงบันได และอาการปวดจะทุเลาลงเมื่อได้พักการใช้งาน
  • มีเสียงในข้อเข่า ได้ยินเสียงลั่น กรอบแกรบ ภายในข้อเข่าเวลาที่มีการงอหรือเหยียดขา
  • ข้อเข่าบวมและผิดรูป เมื่อปล่อยไว้นานจนถึงระยะรุนแรง อาจสังเกตเห็นว่าเข่ามีอาการบวมอักเสบ หรือลักษณะของขาเริ่มโก่งผิดรูป ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเดินอย่างรุนแรง

หากมีอาการเหล่านี้ตั้งแต่ 1 ข้อขึ้นไป ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อประเมินอาการตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะยิ่งรักษาเร็ว โอกาสที่ข้อเข่าเสื่อมรักษาได้ไม่ต้องผ่าตัดก็จะมีสูงมากขึ้น

แนะนำปรับพฤติกรรมข้อเข่าเสื่อม รักษาได้ไม่ต้องผ่าตัดด้วยตัวคุณเอง

การรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมในระยะเริ่มต้นและระยะปานกลาง การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมมีส่วนช่วยให้อาการดีขึ้น เพราะพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของเรานี่แหละที่เป็นตัวการสำคัญในการเพิ่มหรือลดภาระให้กับข้อเข่า

การควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

ความอ้วนและน้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐาน คือศัตรูตัวร้ายของข้อเข่า ในทางวิชาการแพทย์ระบุไว้ชัดเจนว่า การลดน้ำหนักตัวลงเพียง 1 กิโลกรัม จะช่วยลดแรงกดทับที่กระทำต่อข้อเข่าขณะก้าวเดินได้มากถึง 3-4 กิโลกรัม ดังนั้น ผู้ป่วยที่มีภาวะน้ำหนักเกิน ควรหันมาควบคุมอาหาร ลดปริมาณแป้งและน้ำตาล ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายเบาๆ เพื่อลดภาระของข้อเข่า ซึ่งจะช่วยลดอาการปวดได้อย่างเห็นผลชัดเจนที่สุด

หลีกเลี่ยงท่าทางที่ทำร้ายข้อเข่า

การทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันบางอย่าง อาจเป็นการทำร้ายกระดูกอ่อนผิวข้อโดยที่คุณไม่รู้ตัว เพื่อให้อาการข้อเข่าเสื่อมดีขึ้น ควรปรับเปลี่ยนอิริยาบถดังต่อไปนี้

  • งดการนั่งงอเข่ามากเกินไป เช่น การนั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ นั่งคุกเข่า หรือนั่งยองๆ ซักผ้า/ทำสวน เพราะท่าเหล่านี้จะทำให้เกิดแรงดันภายในข้อเข่าสูงมาก ส่งผลให้กระดูกอ่อนสึกหรอเร็วขึ้น
  • ปรับเปลี่ยนสุขภัณฑ์ หากที่บ้านยังใช้ส้วมแบบนั่งยอง ควรเปลี่ยนมาเป็นชักโครกแบบนั่งราบ และอาจหาที่จับยึดในห้องน้ำเพื่อช่วยพยุงตัวตอนลุกยืน
  • หลีกเลี่ยงการยกของหนัก การแบกรับน้ำหนักสิ่งของ รวมถึงการเดินขึ้นลงบันไดบ่อยๆ โดยไม่จำเป็น จะยิ่งเพิ่มแรงกระแทกให้กับข้อเข่า

ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม

หลายคนเข้าใจผิดว่าปวดเข่าแล้วห้ามออกกำลังกาย ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด การไม่ออกกำลังกายเลยจะยิ่งทำให้กล้ามเนื้อลีบแบนและข้อติดแข็ง ควรเลือกการออกกำลังกายแบบ Low-Impact เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขา คอยพยุงและซับแรงกระแทกแทนข้อเข่า เช่น การว่ายน้ำ เดินในน้ำ (ธาราบำบัด) ปั่นจักรยานอยู่กับที่ หรือการเดินแกว่งแขนเบา ๆ บนพื้นราบ

ไขข้อสงสัย ข้อเข่าเสื่อมรักษาได้ไม่ต้องผ่าตัด ทางการแพทย์มีวิธีใดบ้าง?

นอกจากการดูแลปรับพฤติกรรมด้วยตนเองแล้ว หากอาการปวดยังรบกวนการใช้ชีวิต แพทย์จะมีแนวทางการรักษาแบบประคับประคอง เพื่อช่วยชะลอความเสื่อมและลดความเจ็บปวด

  • การทำกายภาพบำบัด เพื่อเพิ่มพิสัยการเคลื่อนไหวของข้อต่อ ช่วยลดกระบวนการอักเสบและระงับอาการปวดบริเวณเนื้อเยื่อรอบข้อเข่า
  • การใช้ยาลดปวดและต้านการอักเสบ รวมถึงอาจมีการจ่ายยากลุ่มบำรุงข้อที่ช่วยชะลอความเสื่อมร่วมด้วย สิ่งสำคัญคือผู้ป่วยไม่ควรซื้อยามารับประทานเองอย่างต่อเนื่อง เพราะอาจส่งผลกระทบต่อตับ ไต หรือกระเพาะอาหารได้
  • ใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงและลดภาระข้อเข่า เพื่อช่วยเพิ่มความกระชับ มั่นคง และลดแรงกระแทกขณะเคลื่อนไหว เพื่อช่วยถ่ายเทน้ำหนักและลดความเสี่ยงในการหกล้มได้ดี

สรุปบทความ

ภาวะข้อเข่าเสื่อม ไม่ต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเสมอไป หากรู้ตัวเร็วและรีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเคร่งครัด ทั้งการลดน้ำหนัก เลี่ยงท่าทางที่ทำร้ายข้อ และออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ควบคู่ไปกับการพบแพทย์เพื่อรับแนวทางการรักษาแบบประคับประคอง ข้อเข่าเสื่อมรักษาได้ไม่ต้องผ่าตัด และสามารถกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม หากดูแลตัวเองแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น หรือปล่อยไว้จนข้อเข่าเสื่อมรุนแรง ขาโก่งผิดรูป และปวดจนทนไม่ไหว การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมก็จะกลายเป็นทางเลือกสุดท้ายที่ช่วยคืนความสุขในการเดินให้กับคุณได้ ซึ่งที่โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 9 แอร์พอร์ต มีแพทย์ที่พร้อมให้การดูแลประเมินอาการอย่างละเอียดแบบครบวงจร เพื่อออกแบบแผนการรักษาที่เหมาะสม โดยให้ความสำคัญกับวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัดเป็นอันดับแรก ไปจนถึงเทคโนโลยีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมขั้นสูง เพื่อให้คุณกลับมาใช้ชีวิตและก้าวเดินได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง

รวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคข้อเข่าเสื่อม

โรคข้อเข่าเสื่อมรักษาหายขาดได้หรือไม่?

โรคข้อเข่าเสื่อมเกิดจากความเสื่อมสภาพของกระดูกอ่อนตามอายุขัยและการใช้งาน จึงไม่สามารถรักษาให้หายขาดหรือทำให้กระดูกอ่อนกลับมาหนาเหมือนเดิมได้ แต่เป้าหมายสำคัญของการรักษาคือ การหยุดยั้งไม่ให้ข้อเข่าเสื่อมไปมากกว่าเดิม บรรเทาอาการปวดให้ทุเลาลง และฟื้นฟูให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

สามารถฟื้นฟูและดูแลข้อเข่าเสื่อมด้วยตัวเองได้ไหม?

ได้แน่นอน โดยเฉพาะในระยะเริ่มต้น ผู้ป่วยสามารถดูแลตัวเองผ่านการปรับพฤติกรรม ควบคุมน้ำหนักให้ไม่เกินเกณฑ์ หลีกเลี่ยงท่านั่งที่กดทับข้อเข่า และหมั่นบริหารกล้ามเนื้อต้นขาให้แข็งแรงอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการชะลอความเสื่อมของโรค

การรักษาด้วยการฉีดน้ำหล่อเลี้ยงข้อเข่าเทียม หรือฉีด PRP จะช่วยลดอาการปวดได้นานแค่ไหน?

ระยะเวลาในการเห็นผลลัพธ์จะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของโรคและการใช้งานข้อเข่าในชีวิตประจำวัน โดยทั่วไปแล้ว การฉีดน้ำหล่อเลี้ยงข้อเข่าเทียม จะช่วยบรรเทาอาการปวดและทำให้ข้อเข่าเคลื่อนไหวได้ลื่นไหลขึ้นประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี

Latest Posts

Discover more from Thailand Health Hub

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading