
กลายเป็นประเด็นที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับวงการสาธารณสุขไทยอีกครั้ง เมื่อผลการตรวจคัดกรองสุขภาพนิสิตใหม่ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) พบว่ามีผู้ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับสูงถึง 4,233 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 33 ของผู้เข้ารับการตรวจทั้งหมด ตัวเลขนี้สะท้อนถึงวิกฤตสุขภาพในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่มีความเสี่ยงต่อโรค “พยาธิใบไม้ตับ” และ “มะเร็งท่อน้ำดี” มากขึ้นกว่าในอดีตที่มักพบในกลุ่มผู้สูงอายุ
พฤติกรรมการบริโภคอาหารดิบ โดยเฉพาะ “ส้มตำใส่ปลาร้าดิบ” อาหารยอดนิยมที่รับประทานกันตั้งแต่เด็กจนโต คือสะพานเชื่อมสำคัญที่นำพาตัวอ่อนพยาธิเข้าสู่ร่างกาย แม้ในปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขจะผลักดันนโยบายโรงงานปลาร้าพาสเจอร์ไรส์และปลาร้ามาตรฐาน อย. แต่ในวิถีชีวิตจริง ปลาร้าหมักชุมชนที่ยังไม่ผ่านความร้อน หรือปลาจ่อม ปลาส้ม และก้อยปลา ก็ยังคงเป็นเมนูหลักบนโต๊ะอาหาร
กลไกทำลายล้างระยะยาว: จากพยาธิสู่อันดับ 1 มะเร็งคร่าชีวิต
ความน่ากลัวของพยาธิใบไม้ตับคือ ในระยะแรกผู้ป่วยจะไม่มีอาการใดๆ แสดงให้เห็นเลย พยาธิที่อยู่ในปลาน้ำจืดเกล็ดขาววงศ์ปลาตะเพียน เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเดินทางไปฝังตัวและเจริญเติบโตในท่อน้ำดี ก่อให้เกิดการระคายเคืองและอักเสบเรื้อรัง ส่งผลให้ผนังท่อน้ำดีหนาตัวและเกิดการกลายพันธุ์ของเซลล์ กลายเป็น “มะเร็งท่อน้ำดี” ในอีก 20-30 ปีต่อมา ซึ่งในปัจจุบัน ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งท่อน้ำดีสูงถึงปีละ 15,000–20,000 ราย โดยภาคอีสานยังคงครองแชมป์อัตราผู้ป่วยและเสียชีวิตสูงที่สุดในโลก
ข้อมูลล่าสุดจากสถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น (CARI) ระบุผ่าน Facebook: Carikhonkaen ว่า ความเชื่อผิดๆ เช่น การบีบมะนาว การใส่มดแดง หรือการดื่มสุราคลอตามขณะกินปลาดิบจะช่วยฆ่าพยาธิได้นั้น “ไม่เป็นความจริง” ตัวอ่อนของพยาธิมีความทนทานสูง และทางเดียวที่จะกำจัดได้คือการใช้ความร้อนเท่านั้น
แนวทางรับมือและการปรับพฤติกรรม
สำหนับผู้ที่ชอบทานปลาร้าดิบ หรือเมนูปลาเกล็ดขาวกึ่งสุกกึ่งดิบ ควรปฏิบัติ ดังนี้
- ตรวจคัดกรองทันที ปัจจุบันมีนวัตกรรมการตรวจที่แม่นยำและรวดเร็วขึ้น คือการตรวจหาแอนติเจนของพยาธิในปัสสาวะ (OV-RDT) ซึ่งสามารถทำได้ตามโรงพยาบาลชุมชน รวมถึงการตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบนเพื่อเฝ้าระวังความผิดปกติของตับและท่อน้ำดีอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
- รักษาด้วยยาอย่างถูกวิธี หากตรวจพบเชื้อ แพทย์จะจ่ายยา “พราซิควอนเทล” (Praziquantel) เพื่อฆ่าตัวแก่ของพยาธิ สิ่งสำคัญคือห้ามซื้อยามารับประทานเองเด็ดขาด เนื่องจากต้องคำนวณปริมาณยาตามน้ำหนักตัวและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
- ยึดหลัก “สุกร้อน” 100% ปลาร้าหรือเมนูปลาเกล็ดขาวต้องผ่านการต้มในน้ำเดือด หรืออุ่นด้วยไมโครเวฟกำลังไฟ 800 วัตต์ นานกว่า 10 นาที หรือหากต้องการทำลายตัวอ่อนในกระบวนการถนอมอาหาร ต้องแช่แข็งที่อุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส นานไม่น้อยกว่า 3 วัน
กรณีของนิสิต มมส. ในครั้งนี้ คือบทเรียนครั้งใหญ่ที่ตอกย้ำว่า ความแซ่บในวันนี้อาจกลายเป็นมะเร็งร้ายในวันหน้า การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหันมาบริโภคปลาร้าต้มสุกและอาหารปรุงสุกสะอาด คือวัคซีนที่ดีที่สุดในการป้องกันการเกิดโรคร้าย




