
เมื่อพูดถึงโรคร้ายแรงที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับตัวเองหรือคนในครอบครัว “โรคมะเร็ง” ยังคงครองแชมป์อันดับหนึ่งที่เป็นฝันร้ายของคนไทยมาโดยตลอด ด้วยเหตุนี้ หลายคนจึงเริ่มตื่นตัวและมองหาการทำประกันมะเร็งเพื่อเป็นเกราะป้องกันทางการเงิน ทว่าในยุคปัจจุบัน เทคโนโลยีทางการแพทย์ได้ก้าวหน้าไปไกลมาก ส่งผลให้พฤติกรรมการรักษาและค่าใช้จ่ายเปลี่ยนไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง
คำถามสำคัญที่คนทำงานยุคนี้ต้องฉุกคิดคือ แผนประกันภัยที่เน้นรับเงินก้อนตอนตรวจเจอนั้น เพียงพอและจบปัญหาวิกฤตการเงินได้จริงหรือ ในยุคที่ค่ายารักษามะเร็งสมัยใหม่พุ่งทะยานไปไกลถึงหลักล้านบาท วันนี้เราจะพาทุกคนไปเจาะลึกกันว่า ทำไมการตัดสินใจทำประกันมะเร็งในยุคนี้ จำเป็นต้องโฟกัสไปที่เทคโนโลยีการรักษาสมัยใหม่เป็นสำคัญ
ความจริงที่ต้องรู้ ค่ารักษามะเร็งยุคใหม่ ไม่ได้มีแค่คีโม
ในอดีต ภาพจำของการรักษามะเร็งคือการทำเคมีบำบัด (Chemotherapy) หรือการฉายแสง ซึ่งแม้จะมีประสิทธิภาพดีแต่ก็มาพร้อมกับผลข้างเคียงที่รุนแรง เช่น อาการคลื่นไส้ ผมร่วง ร่างกายอ่อนแอ แต่ในปัจจุบัน วงการแพทย์ได้พัฒนาเทคโนโลยีการรักษาที่มีความแม่นยำสูงและอ่อนโยนต่อร่างกายผู้ป่วยมากขึ้น ซึ่งกลายมาเป็นความหวังใหม่ในการหายขาด ทว่าเทคโนโลยีเหล่านี้กลับมีราคาที่ต้องจ่ายค่อนข้างสูง
- ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) คือการใช้ยาเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งอย่างเฉพาะเจาะจง โดยไม่ทำร้ายเซลล์ดีรอบข้าง ช่วยลดผลข้างเคียงได้มหาศาล แต่ค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ประมาณ 50,000 ถึง 200,000+ บาทต่อเดือน และต้องทานต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ทำให้ค่ารักษาโดยรวมพุ่งสูงถึง 1,000,000 – 3,000,000 บาทได้ง่าย
- ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) คือการใช้ยาเข้าไปกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตื่นตัวและกลับมาทำหน้าที่ตรวจจับและทำลายเซลล์มะเร็งด้วยตัวเอง ถือเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีค่าใช้จ่ายต่อคอร์สสูงถึงหลักล้านบาท
ทำไมแผน “เจอ จ่าย จบ” แบบเดิมอาจไม่จบในชีวิตจริง
สมมติว่าเลือกทำประกันมะเร็งแบบเน้นรับเงินก้อนเมื่อตรวจเจอ (เจอ จ่าย จบ) ที่วงเงิน 500,000 บาท ในอดีตเงินก้อนนี้อาจจะดูมากพอสำหรับค่าใช้จ่ายในการผ่าตัด หรือทำคีโมในโรงพยาบาลรัฐ อย่างไรก็ดี ในปัจจุบัน แพทย์แนะนำว่ามะเร็งอาจสามารถรักษาให้หายและใช้ชีวิตปกติได้ด้วย “ยามุ่งเป้า” แต่เงินก้อน 500,000 บาทนั้น อาจจะครอบคลุมค่ายาได้เพียงแค่ 3-4 เดือนแรกเท่านั้น
ปรับกลยุทธ์ เลือกทำประกันมะเร็งยุคใหม่ ต้องเช็ก 2 จุดนี้ให้ชัวร์
เพื่อสู้กับเงินเฟ้อทางการแพทย์และเข้าถึงการรักษาที่ดีที่สุด หากกำลังวางแผนจะทำประกันมะเร็ง หรืออัปเกรดแผนประกันมะเร็ง แนะนำให้เลือกกรมธรรม์ที่มีคุณสมบัติดังนี้
- มีวงเงินเหมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลควบคู่ เพื่อให้บริษัทประกันทำหน้าที่จ่ายบิลค่ารักษาพยาบาลตรงให้กับโรงพยาบาลตามวงเงินเหมาจ่าย เช่น แผนเหมาจ่าย 1-5 ล้านบาทขึ้นไป
- ระบุความคุ้มครอง Targeted Therapy หรือ Immunotherapy ชัดเจน โดยก่อนเซ็นสัญญา ต้องอ่านเงื่อนไขให้ละเอียดครอบคลุม
การเลือกทำประกันมะเร็งที่ตอบโจทย์การรักษาสมัยใหม่ในวันนี้ จึงเป็นการการันตีว่า หากวันหนึ่งต้องเผชิญหน้ากับโรคร้าย จะได้รับสิทธิ์ในการเข้าถึงยาที่ดี รักษาตัวได้อย่างสบายใจ โดยที่ไม่ต้องสูญเสียความมั่นคงทางการเงินของครอบครัวไป





