PReMA เปิดยุทธศาสตร์ใหม่ ดันไทยสู่ศูนย์กลางสุขภาพและชีววิทยาศาสตร์แห่งภูมิภาค

สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) เปิดยุทธศาสตร์ใหม่ ปักหมุดขับเคลื่อนไทยสู่ศูนย์กลางด้านสุขภาพและชีววิทยาศาสตร์แห่งภูมิภาค เน้นย้ำการเปลี่ยนผ่านระบบสาธารณสุขจาก “การตั้งรับเพื่อรักษา” มาเป็น “การดูแลเชิงรุกตั้งแต่ระยะแรก” พร้อมยกระดับงานวิจัยและพัฒนา (R&D) ทั้งระบบ

ทิศทางดังกล่าวสอดรับกับนโยบาย MOPH PLUS+ และยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสุขภาพ (Health Economy) ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่ง PReMA พร้อมเดินหน้าจับมือทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ สถาบันวิจัย และภาคเอกชน เพื่อสร้างความมั่นคงทางสุขภาพ ต่อยอดนวัตกรรม และเพิ่มโอกาสให้คนไทยเข้าถึงการรักษาได้ดียิ่งขึ้น

การผลักดันยุทธศาสตร์ครั้งนี้ถือเป็นเรื่องเร่งด่วน เมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยสมบูรณ์” (Aged Society) ปัจจุบันคนไทยกว่า 1 ใน 5 มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และคาดว่าจะพุ่งสูงถึง 28% ในปี 2576 ในอนาคตเมื่อโครงสร้างประชากรเปลี่ยนแปลง ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้น และจำนวนผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) สูงขึ้น ทำให้ความต้องการบริการทางการแพทย์ขยายตัวตามไปด้วย เห็นได้จากค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศที่ทะยานจาก 712,000 ล้านบาทในปี 2563 มาเป็น 871,800 ล้านบาทในปี 2564 (คิดเป็น 5.4% ของ GDP)

นายแฮโรลด์ สเปร็งเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) ระบุว่า “เป้าหมายสำคัญและเร่งด่วนที่สุดของภาคอุตสาหกรรมในขณะนี้ คือการสนับสนุนภาครัฐให้สามารถดูแลและรักษาผู้ป่วยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น การรู้ผลไวและเริ่มรักษาตั้งแต่ระยะต้น จะช่วยป้องกันไม่ให้โรคลุกลามจนรุนแรง ซึ่งส่งผลดีทั้งต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนและช่วยลดภาระทางเศรษฐกิจของประเทศ”

เจาะ 3 กลุ่มโรคหลัก ลดภาระระบบสาธารณสุข

ยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพของ PReMA จะให้ความสำคัญกับ 3 กลุ่มโรคที่เป็นปัญหาหลักของระบบสาธารณสุขไทย ได้แก่

  • โรคมะเร็ง (Oncology): สนับสนุนโครงการ Thailand Cancer Moonshot 2056 และเป้าหมาย 30×30 ของ สธ. ที่ตั้งเป้าลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งลง 30% ภายใน 30 ปี โดยเน้นการคัดกรองให้เร็วขึ้น ควบคู่กับการกระจายนวัตกรรมการรักษาให้ผู้ป่วยเข้าถึงอย่างเท่าเทียม
  • กลุ่มโรคหัวใจ ไต และเมตาบอลิก (Cardio-Renal-Metabolic: CRM): รณรงค์ให้ตรวจคัดกรองและดูแลผู้ป่วยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อควบคุมอาการของโรคเรื้อรังก่อนบานปลายไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง
  • การฉีดวัคซีนในผู้ใหญ่ (Adult Immunization): เตรียมจัดเวทีหารือเชิงนโยบายระดับสูงในเดือนตุลาคมนี้ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพูดคุยถึงบทบาทของวัคซีนสำหรับผู้ใหญ่ที่จะช่วยให้คนไทยอายุยืนอย่างมีสุขภาพดี รวมถึงความคุ้มค่าเชิงเศรษฐกิจในระยะยาว

ชูธงประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและชีววิทยาศาสตร์แห่งภูมิภาค

นอกจากนี้ PReMA ยังมุ่งยกระดับงานวิจัย โดยจับมือกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) จัดเวทีหารือร่วมกับหน่วยงานหลักอย่างกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อปรับมาตรฐานการทดลองทางคลินิกของไทยให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ตั้งแต่ขั้นตอนวิจัยไปจนถึงการจ่ายยาให้ผู้ป่วย

การปรับมาตรฐานให้ชัดเจนจะช่วยให้คนไทยเข้าถึงยารักษาโรคใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น พร้อมช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนวิจัยจากต่างชาติและสร้างงานทักษะสูงในประเทศ ควบคู่ไปกับการเสนอแนวทางจัดสรรงบประมาณสาธารณสุขบนพื้นฐานข้อมูลจริง เพื่อให้ระบบรองรับสังคมสูงวัยได้อย่างยั่งยืน

นายแฮโรลด์ สเปร็งเกอร์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “โจทย์สำคัญไม่ได้อยู่แค่งานวิจัย แต่คือการอนุมัติยาให้เร็วขึ้น เพื่อให้คนไทยเข้าถึงระบบสุขภาพที่ยั่งยืนได้จริง ซึ่งความเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยการผนึกกำลังจากทุกภาคส่วน”

Latest Posts

Discover more from Thailand Health Hub

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading