ลิฟพลัสชวนดูแลใส่ใจ “ตับ” อย่ารอให้ถึงวันที่ส่งสัญญาณว่า “ไม่ไหว”

ถ้าพูดถึงหนึ่งใน “เดอะแบก” ในร่างกายของมนุษย์ หนึ่งในนั้นต้องมี “ตับ” อยู่ด้วยแน่ เพราะเป็นอวัยวะที่อยู่ข้างใน ไม่โดดเด่น แต่ทำงานทั้งวันทั้งคืน โดยบางโรคอาจไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก จนกว่าวันหนึ่งที่ “เดอะแบก” นี้จะทำงานไม่ไหว ถึงจะมีสัญญาณเตือนบางอย่างออกมา ทำให้หลายคนไม่ทันสังเกตถึงความผิดปกติ การดูแลสุขภาพตับแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่า หากเรายังไม่มีอาการตัวเหลืองหรือตาเหลือง ท้องป่องแสดงว่าตับยังแข็งแรงดี แต่ความจริงคือ ตับมีความอดทนสูงมาก จะไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก กว่าจะรู้ว่าเป็นโรคตับอาจจะช้าเกินไป ดังนั้นคนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงกับการเป็นโรคตับ ไขมันพอกตับ เช่น ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ทานของมัน ของทอด ของหวาน มีภาวะอ้วนเกินไปหรืออ้วนลงพุง ทานยาติดต่อกันเป็นเวลานาน นอนดึกบ่อย ๆ เครียดเป็นประจำ จึงควรตรวจสุขภาพตับ หรือดูแลตับโดยไม่ต้องรอให้มีอาการ

“ตับ” ต้องแบกรับอะไรบ้าง

ตับเปรียบเสมือนโรงงานและเกราะป้องกันสารพิษขนาดใหญ่ของร่างกาย ซึ่งทำหน้าที่หลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่:

  • การสร้างน้ำดี: ตับมีบทบาทในการสร้างน้ำดี ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อกระบวนการย่อย และดูดซึมไขมันในระบบทางเดินอาหาร
  • การขับสารพิษ: ช่วยเปลี่ยนสารพิษที่ละลายในไขมัน เช่น ยา หรือแอลกอฮอล์ ให้ละลายน้ำและขับออกจากร่างกาย
  • การเผาผลาญและบริหารจัดการพลังงาน: คอยควบคุมและจัดการสารอาหาร และพลังงานที่ร่างกายได้รับ ทั้งคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน

ตับทำงานหลัก 3 ด้านนี้อย่างต่อเนื่องในทุก ๆ วัน แม้ในเวลาที่เราใช้ชีวิตปกติ แต่ถ้าเราใช้ชีวิตหนักหน่วงกว่าเดิม ทำงานหนัก พักผ่อนน้อย ความเครียดสะสม หรือมีพฤติกรรมการกินอาหารที่มีไขมันสูงและของหวาน ตลอดจนสังสรรค์ปาร์ตี้ “ตับ” ยิ่งต้องทำงานหนักต่อเนื่อง

เช็กสุขภาพตับได้อย่างไร

การเช็กสุขภาพตับ อาจทำได้ด้วยการตรวจตับประจำปี ซึ่งสมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย ให้ข้อแนะนำไว้ว่า สำหรับคนทั่วไปที่สุขภาพแข็งแรงและไม่มีปัจจัยเสี่ยง ไม่จำเป็นต้องตรวจสุขภาพตับเป็นประจำทุกปี แต่หากมี “ปัจจัยเสี่ยง” ควรเข้ารับการตรวจตับอย่างน้อยทุก 6 เดือนถึง 1 ปี หรือบ่อยกว่านั้นตามการวินิจฉัยของแพทย์ หากเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงมาก

ปรับพฤติกรรม-ใส่ใจเลือกสารอาหาร ก่อนวันที่ตับจะ “ไม่ไหว”

การปรับพฤติกรรมเพื่อลดปัจจัยเสี่ยง เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพในระยะยาว ถนอมตับเอาไว้ให้นาน ๆ นอกจากนี้การเลือกรับประทานอาหารหรือสารอาหารที่ช่วยเสริมการทำงานของร่างกาย ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เช่น อาร์ติโชค มีส่วนช่วยสร้างน้ำดีและส่งเสริมการย่อยไขมัน; แอล-ซิสเท ที่พร้อมยับยั้งการสร้างสารพิษจากเคมีในตับ มีในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ไข่ นม ถั่ว และเมล็ดพืชต่าง ๆ; ชิแซนดร้า เบอร์รี่ ช่วยลดอาการอ่อนเพลียและปรับสมดุลฮอร์โมนในร่างกาย; เห็ดหลินจือ ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน บำรุงตับ และลดความเครียด; เห็ดชิตาเกะ ช่วยลดคอเลสเตอรอลและต้านมะเร็ง หรือ แดนดิไลออน ที่ช่วยล้างพิษในตับ ขับปัสสาวะ

ทางเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากสารสกัดธรรมชาติ

การกินอาหารที่ถูกหลักโภชนาการช่วยเสริมสร้างสุขภาพได้จริง แต่การเลือกรับประทานอาหารที่หลากหลายและเหมาะสม รวมถึงการเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนประกอบตรงกับความต้องการเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สะดวก ซึ่งผลิตภัณฑ์แบรนด์ ลิฟพลัส (LivPlus) เป็นแบรนด์ที่มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากสารสกัดธรรมชาติมานานเกือบทศวรรษ ผ่านแนวคิด Gut-Liver Axis (แกนลำไส้-ตับ) เพราะตับและลำไส้มีความเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก ภายใน 1 แคปซูลอัดแน่นด้วยสารสกัดธรรมชาติและสารสำคัญถึง 12 ชนิด ประกอบด้วย:

  • นวัตกรรม LivShield(R) 4 ส่วนประกอบหลัก ลิขสิทธิ์หนึ่งเดียวจากลิฟพลัส ได้แก่ อาร์ติโชค แอล-ซิสเทอีน ชิแซนดร้า และเห็ดหลินจือ
  • สารสกัดเสริมประสิทธิภาพอีก 8 ชนิด ได้แก่ เห็ดชิตาเกะ, แดนดิไลออน, โสมเกาหลีและโสมไซบีเรียผงขมิ้น, แอสตรากาลัส, โคเอ็นไซม์ คิวเท็น (Q10) และวิตามินบี

“ลิฟพลัสก้าวเข้าสู่ปีที่ 9 ขายมาแล้วกว่า 25 ล้านเม็ด ต้องขอบคุณลูกค้าที่เชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้าและซื้อลิฟพลัสมาอย่างต่อเนื่อง เรื่องนี้ทำให้เรายิ่งใส่ใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การควบคุมมาตรฐาน ไปจนถึงการให้ความรู้และดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพราะเราเชื่อว่าลิฟพลัสจะเติบโตอย่างยั่งยืนได้ ต้องเริ่มจากความจริงใจต่อลูกค้า เราต้องการให้คำว่า ‘ลิฟพลัส ใส่ใจตับ ใส่ใจคุณ’ ไม่ใช่เพียงคำของแบรนด์ แต่เป็นสิ่งที่ลูกค้าสัมผัสได้จากทุกสิ่งที่เราทำ” คุณตรีจุฑา สรวงท่าไม้ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลิฟพลัส เฮลท์ โซลูชั่น จำกัด กล่าวทิ้งท้าย

Latest Posts

Discover more from Thailand Health Hub

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading