
ฝ่าวิกฤตจิตเวชพุ่ง
สถานการณ์สุขภาพจิตในประเทศไทยกำลังน่าเป็นห่วง ตัวเลขบ่งชี้ว่า ทุกๆ 5 คนที่เราพบเจอในชีวิตประจำวัน มี 1 คนเคยป่วยเป็นโรคจิตเวช และเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิต
นี่ไม่ใช่การกล่าวลอยๆ แต่เป็นข้อเท็จจริงที่สะท้อนผ่านผลสำรวจระบาดวิทยาสุขภาพจิตของคนไทยระดับชาติ ปี 2566 ของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ซึ่งพบว่า คนไทย 13.4 ล้านคน หรือประมาณ 20% ของประชากรทั้งหมด เคยเป็นโรคจิตเวช และเผชิญปัญหาสุขภาพจิต
อัตราการป่วยหรือเผชิญกับปัญหามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น ในปี 2555 ไทยมีผู้ป่วยโรคซึมเศร้าอยู่ที่ 231,082 คน แต่ในปี 2566 มีจำนวนถึง 399,645 คน ซึ่งเท่ากับว่าเพิ่มขึ้นถึง 1.7 เท่า หรือเฉลี่ยแล้วเพิ่มขึ้น 19,656 คนต่อปี
ท่ามกลางสถานการณ์นี้ กลับพบว่า ตัวเลขการเข้าถึงบริการสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง
จากรายงานสุขภาพ ปี 2568 ที่จัดทำโดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ระบุว่า มีคนไทยเพียง 8.2% เท่านั้น ที่เข้าถึงบริการสุขภาพจิต
การเข้าไม่ถึงบริการ นอกจากจะส่งผลต่อผู้ป่วยจิตเวชโดยตรงแล้ว ยังเป็นการซ้ำเติมให้ปัญหายิ่งรุนแรงมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา กรมสุขภาพจิต สธ. พยายามผลักดันให้เกิดการเข้าถึง “บริการปรึกษาด้านสุขภาพจิต” มากขึ้น จนการรับบริการปรึกษาด้านสุขภาพจิตที่ศูนย์ให้การปรึกษาด้านสุขภาพจิตกลายเป็นสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ในปี 2568 อีกทั้งยังได้ขับเคลื่อนให้เกิด “ระบบรับรองมาตรฐานการให้บริการคำปรึกษาด้านสุขภาพจิต” หรือ “ระบบ MHCC” (Mental Health Counseling Center) ในปีเดียวกันด้วย
เป้าหมายสำคัญของการดำเนินการดังกล่าวของกรมสุขภาพจิต สธ. คือ การทำให้โรงพยาบาลในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) ทั่วประเทศมีการให้บริการคำปรึกษาด้านสุขภาพจิตมากขึ้น รวมถึงการันตีถึงคุณภาพและมาตรฐานการให้บริการที่ประชาชนจะได้รับ ตลอดจนทำให้การให้บริการในรูปแบบวอล์กอินมาที่หน่วยบริการ มีแนวทางปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกันทุกแห่งด้วย โดยใบรับรองระดับพื้นฐานจะมีอายุ 5 ปี
“การรับรองมาตรฐานจะมีการดูหลายองค์ประกอบ เช่น สถานที่ของหน่วยบริการ การรักษาความปลอดภัยข้อมูลสุขภาพ บุคลากรที่จบการศึกษาด้านให้คำปรึกษาโดยเฉพาะ ขั้นตอนและวิธีการการติดตามผล ไปจนถึงรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ เพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจได้ว่าได้รับบริการที่มีคุณภาพ สามารถช่วยเหลือ และให้ทางออกแก่เขาได้” นพ.เทอดศักดิ์ เดชคง ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต สธ. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้ ให้ข้อมูล
ข้อมูลปัจจุบัน ณ เดือน ก.ย. 2569 มีหน่วยบริการได้รับการรับรองมาตรฐานการให้บริการคำปรึกษาด้านสุขภาพจิตแล้ว 776 แห่งทั่วประเทศ แบ่งเป็น เขตสุขภาพที่ 1 จำนวน 80 แห่ง, เขตสุขภาพที่ 2 จำนวน 48 แห่ง, เขตสุขภาพที่ 3 จำนวน 55 แห่ง, เขตสุขภาพที่ 4 จำนวน 76 แห่ง, เขตสุขภาพที่ 5 จำนวน 63 แห่ง, เขตสุขภาพที่ 6 จำนวน 67 แห่ง, เขตสุขภาพที่ 7 จำนวน 75 แห่ง, เขตสุขภาพที่ 8 จำนวน 77 แห่ง, เขตสุขภาพที่ 9 จำนวน 42 แห่ง, เขตสุขภาพที่ 10 จำนวน 73 แห่ง, เขตสุขภาพที่ 11 จำนวน 57 แห่ง, เขตสุขภาพที่ 12 จำนวน 56 แห่ง และเขตสุขภาพที่ 13 จำนวน 7 แห่ง
“ตามแผนแล้ว สธ. พยายามให้ทุกหน่วยบริการในสังกัด สป.สธ. ไม่ว่าจะโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน ผ่านกระบวนการรับรอง MHCC ทั้งหมด 100% โดยคาดว่าในปีงบประมาณ 2570 จะครบทั้งหมด” นพ.เทอดศักดิ์ กล่าว และว่า ขณะเดียวกันจะมีการผลักดันการรับรองไปยังหน่วยบริการอื่นๆ ให้มากขึ้นควบคู่ไปด้วย เช่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ทั้งสังกัด สธ. และในส่วนที่ถ่ายโอนไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หน่วยบริการของภาคเอกชน
สำหรับหน่วยบริการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเหล่านี้ ช่วยหนุนเสริมให้ประชาชนเข้าถึงบริการปรึกษาด้านสุขภาพจิตรูปแบบวอล์กอินไปที่หน่วยบริการแล้วถึงหลักหมื่นครั้ง และหากรวมรูปแบบการให้คำปรึกษาผ่านโทรศัพท์ด้วยน่าจะอยู่ที่หลักแสนครั้ง
นอกเหนือจากหน่วยบริการสังกัด สป.สธ. ไม่ว่าจะโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชนแล้ว ปัจจุบันยังมีหน่วยบริการที่อยู่ใน “มหาวิทยาลัย” ที่ผ่านการรับรอง MHCC ด้วย
นพ.เทอดศักดิ์ กล่าวว่า หน่วยบริการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตของมหาวิทยาลัย มีการขอรับการรับรอง MHCC เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้ในภาพรวมแล้วจะยังมีจำนวนไม่มากก็ตาม แต่ก็ถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้นักศึกษาเข้าถึงบริการด้านนี้ได้มากขึ้น รวมถึงมั่นใจได้ว่าบริการที่ได้รับมีคุณภาพและมาตรฐาน
นั่นเพราะนิสิต-นักศึกษา ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงจะประสบปัญหาสุขภาพจิต ตามผลสำรวจระบาดวิทยาสุขภาพจิตของคนไทยระดับชาติ ในช่วง 12 เดือน ของกรมสุขภาพจิต สธ. ปี 2566 ที่พบว่า คนที่มีอายุ 18 – 24 ปี คือกลุ่มที่พบมากที่สุด คือ 13.7% รองลงเป็น อายุ 25 – 40 ปี 10.5%
หน่วยบริการที่ตั้งอยู่ในสถาบันการศึกษาจะทำหน้าที่เป็นด่านหน้าดูแลสุขภาพจิตนักศึกษา-เยาวชน ได้อย่างมีมาตรฐานและทันท่วงที ตัวอย่างหนึ่งคือการดำเนินการของ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ภายใต้ TU well-being : Counselling center ซึ่งล่าสุดในปี 2569 ได้รับการรับรอง MHCC
ธรรมศาสตร์มองว่าการเฝ้าระวังและดูแลรักษาสุขภาพจิตของนักศึกษาเป็นอีกบทบาทสำคัญที่มหาวิทยาลัยควรต้องทำควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะการทำงาน และทักษะการใช้ชีวิต เพื่อให้ก้าวไปสู่การเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพของประเทศ จึงได้ดำเนินการพัฒนาระบบดูแลสุขภาพใจภายในมหาวิทยาลัย
ผศ.บุรชัย อัศวทวีบุญ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา และอาจารย์ประจำสาขาวิชาจิตวิทยา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ข้อมูลว่า มธ. มีการให้บริการผ่านคลินิกสุขภาพจิตโดยจิตแพทย์ การจัดกลุ่มกิจกรรมบำบัด และการพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับประเมินปัญหาสุขภาพจิตเบื้องต้น ไปจนถึงการส่งนักจิตวิทยาไปอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับประเด็นปัญหาสุขภาพจิตกับเจ้าหน้าที่และนักศึกษาถึงคณะ เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพจิตของนักศึกษาให้ได้มากที่สุด และหากบางคนไม่สบายใจที่จะรับบริการในมหาวิทยาลัย มธ. ก็จะประสานไปที่โรงพยาบาลให้ เพื่อให้นักศึกษาได้รับส่วนลดพิเศษในการรับบริการได้เช่นกัน
ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า นักศึกษาในปัจจุบันต้องเผชิญกับโลกมีความซับซ้อนมากขึ้น กดดันมากขึ้น ควบคู่กับการปรับตัวเข้าสู่สังคมของมหาวิทยาลัย นั่นทำให้นักศึกษาจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิต อย่างข้อมูลจากเครือข่ายมหาวิทยาลัยไทยเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ (TUN-HPN) เมื่อปี 2565 พบว่า จากกลุ่มตัวอย่างนักศึกษาในมหาวิทยาลัยกว่า 9,000 คน มีนักศึกษาที่มีความเครียดบ่อยครั้งไปจนถึงตลอดเวลาอยู่ที่ 40% และเคยคิดฆ่าตัวตาย 4% หรือกระทั่งถูกวินิจฉัยว่ามีอาการทางจิตเวช 4.3%
ฉะนั้น การปล่อยให้นักศึกษาต้องเผชิญปัญหาสุขภาพจิตโดยไม่ได้รับการดูแลรักษานั่นหมายถึงการทำให้ประเทศสูญเสียบุคลากรคุณภาพไปโดยใช่เหตุ ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญมากภายใต้สถานการณ์ที่อัตราการเกิดของประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง เรื่องนี้จึงสำคัญมากสำหรับธรรมศาสตร์ และนำมาสู่การพัฒนา TU well-being : Counselling center เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งในด้านระบบการดูแล ไปจนถึงสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเข้าถึงบริการ เพื่อปกป้องไม่ให้นักศึกษาต้องเผชิญปัญหาสุขภาพจิตอย่างตัวคนเดียว





