
กรมอนามัยชวนครอบครัว ชุมชน และบุคลากรสุขภาพ ปรับมุมมองจากการจำกัดกิจกรรมเพียงเพราะอายุ เป็นการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุเคลื่อนไหวและออกกำลังกายอย่างเหมาะสมตามศักยภาพ ด้วยสูตร “2:1:1” เพื่อให้ผู้สูงวัยมีสุขภาพดี พึ่งพาตนเองได้ และมีส่วนร่วมในสังคมอย่างมีคุณค่า
นายแพทย์ธิติ แสวงธรรม อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) สื่อสารผ่านแคมเปญ Global Campaign to Combat Ageism เตือนถึงผลกระทบของ “Ageism” หรือการเหมารวม อคติ และการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งอายุ ซึ่งส่งผล ทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต และความเป็นอยู่ทางสังคม รวมถึงภาระทางเศรษฐกิจต่อทั้งบุคคลและสังคม โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่อาจเผชิญกับข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการสุขภาพและโอกาสในการดูแลสุขภาพของตนเอง นอกจากนี้ WHO ระบุว่า Ageism สามารถส่งผลกระทบต่อสิทธิในการได้รับบริการสุขภาพได้หลายรูปแบบ เช่น การตัดสินใจไม่ให้หรือจำกัดการดูแลรักษาโดยพิจารณาจากอายุเพียงอย่างเดียว การมองข้ามปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุเพราะภาพอคติเรื่องวัย ตลอดจนระบบบริการสุขภาพและสังคมที่ยังไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะของผู้สูงอายุได้อย่างเหมาะสม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ผู้สูงวัยอาจเสียโอกาสการได้รับการดูแลสุขภาพที่จำเป็นและเหมาะสมกับสภาพร่างกายของตนเอง
“ทั้งนี้ การลด Ageism จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนคำพูดหรือทัศนคติที่มีต่อผู้สูงอายุ แต่หมายถึงการเคารพสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่ตัดสินความสามารถจากอายุเพียงอย่างเดียว เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้รับบริการสุขภาพที่เหมาะสม ได้เคลื่อนไหวร่างกายตามศักยภาพ และมีส่วนร่วมในครอบครัว ชุมชน และสังคมอย่างมีคุณค่า กรมอนามัยขอเชิญชวนผู้สูงอายุ ครอบครัว ชุมชน และบุคลากรสุขภาพ ร่วมกันลดอคติเรื่องวัย เปลี่ยนจากแนวคิด “ห้ามทำเพราะแก่” เป็น “ช่วยให้ทำได้อย่างปลอดภัย” โดยเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้เคลื่อนไหวร่างกาย ออกกำลังกาย และทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันตามความสามารถ ไม่จำกัดโอกาสเพียงเพราะอายุ แต่ให้พิจารณาจากสุขภาพ สมรรถภาพ และข้อจำกัดของแต่ละคนเป็นสำคัญ” อธิบดีกรมอนามัย กล่าว
ด้าน นายแพทย์ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวเสริมว่า แนวทางส่งเสริมกิจกรรมทางกายในผู้สูงอายุ กรมอนามัยแนะนำสูตร “2:1:1” เพื่อให้การออกกำลังกายครอบคลุมองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ “2” การฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการทรงตัว “1” การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ เพื่อส่งเสริมการทำงานของหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิต และอีก “1” การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ เพื่อช่วยให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องตัว โดยควรเลือกกิจกรรมและระดับความหนักให้เหมาะสมกับสุขภาพและสมรรถภาพของผู้สูงอายุแต่ละคน เช่น การเดิน การฝึกลุก-นั่งจากเก้าอี้ และการใช้ยางยืดฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ส่วนการฝึกการทรงตัวสามารถทำได้ด้วยการฝึกยืนขาเดียวหรือเดินต่อเท้า โดยควรมีอุปกรณ์หรือจุดยึดเกาะที่มั่นคงเพื่อป้องกันการหกล้ม นอกจากนี้ ยังสามารถเลือกกิจกรรมที่เหมาะกับความสามารถของตนเอง เช่น การปั่นจักรยาน ไทเก๊ก และการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ “ทั้งนี้ ผู้สูงอายุควรเริ่มออกกำลังกายจากระดับที่ตนเองทำได้ แล้วค่อย ๆ เพิ่มระยะเวลาและความหนักตามความเหมาะสม ไม่หักโหม และคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว มีปัญหาการทรงตัว หรือมีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว ควรเลือกกิจกรรมให้เหมาะกับสภาพร่างกาย และขอคำแนะนำจากบุคลากรสุขภาพเมื่อจำเป็น เพื่อให้สามารถออกกำลังกายได้อย่างต่อเนื่องและลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ” รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าว



