
หลายประเทศในยุโรปมีรายงานการพบผู้ป่วย โรคไข้นกแก้ว (Psittacosis) เพิ่มขึ้น ทำให้โรคนี้กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง แม้ในประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วยรายใหม่ แต่การทำความเข้าใจโรคอย่างถูกต้องถือเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่เลี้ยงนกหรือทำงานใกล้ชิดกับสัตว์ปีก เพราะโรคนี้สามารถติดต่อจากสัตว์สู่คนได้ และอาจมีความรุนแรงในบางกรณี
ไข้นกแก้ว คืออะไร?
ไข้นกแก้ว เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรีย Chlamydia psittaci ที่มีนกตระกูลนกแก้วเป็นพาหะหลัก พบได้ในนกหลายชนิด เช่น นกแก้ว นกพิราบ นกคีรีบูน รวมถึงสัตว์เลี้ยงที่อาศัยใกล้ชิดกับนกอย่างสุนัขและแมว ซึ่งอาจเป็นพาหะนำเชื้อมาได้
โรคนี้ไม่ใช่โรคอุบัติใหม่ เคยมีรายงานการพบผู้ป่วยในหลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และเม็กซิโก สำหรับประเทศไทย เคยมีรายงานผู้ป่วยครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 และมีการตรวจพบเชื้อในสัตว์ปีกบางชนิดเป็นระยะ อย่างไรก็ตาม อุบัติการณ์ของโรคยังอยู่ในระดับต่ำ
ติดต่อกันได้อย่างไร?
การติดเชื้อในคนมักเกิดจากการ สูดดมฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนเชื้อ ซึ่งมาจาก มูลนกแห้ง, สารคัดหลั่งจากนก, ขนของนกที่ติดเชื้อ สำหรับกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป ได้แก่ ผู้เลี้ยงนก คนทำงานในร้านขายสัตว์เลี้ยง สัตวแพทย์ ผู้ช่วยสัตวแพทย์ และผู้ที่ดูแลหรือให้อาหารสัตว์ปีกเป็นประจำ
อาการเป็นอย่างไร?
หลังได้รับเชื้อประมาณ 5–14 วัน ผู้ติดเชื้ออาจเริ่มมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น
- มีไข้ หนาวสั่น
- ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
- ไอแห้ง
- อ่อนเพลีย
ผู้ป่วยส่วนใหญ่ อาการไม่รุนแรง และสามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ เช่น โดซิไซคลิน (Doxycycline) ซึ่งให้ผลการรักษาที่ดี หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม ในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ อาจเกิดภาวะปอดอักเสบรุนแรง และมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ แม้โอกาสพบผู้ป่วยอาการรุนแรงจะยังถือว่าน้อยมากก็ตาม
ป้องกันไข้นกแก้วได้อย่างไร?
แม้ไข้นกแก้วจะยังไม่มีวัคซีนป้องกัน แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการดูแลตนเองอย่างถูกวิธี โดยเฉพาะผู้ที่ใกล้ชิดกับนกหรือสัตว์ปีก มีคำแนะนำเบื้องต้น ดังนี้
- สวมถุงมือและหน้ากากอนามัยเมื่อต้องสัมผัสหรือทำความสะอาดกรงนก
- ล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้งหลังจับสัตว์
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสนกหรือสัตว์ที่มีอาการป่วย
- สังเกตอาการนกในบ้าน หากพบว่านกซึม เบื่ออาหาร หรือหายใจลำบาก ควรรีบปรึกษาสัตวแพทย์
- หากมีอาการไข้ ไอ หรืออ่อนเพลีย และมีประวัติสัมผัสนก ควรรีบพบแพทย์พร้อมแจ้งข้อมูลการสัมผัสสัตว์อย่างละเอียด
ไข้นกแก้วไม่ใช่โรคใหม่ และโอกาสการระบาดในประเทศไทยยังอยู่ในระดับต่ำ แต่การไม่มองข้ามและรู้จักป้องกันตนเองตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยลดความเสี่ยงทั้งต่อคนและสัตว์เลี้ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคไข้นกแก้วหรือโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 142





