จุฬาฯ ยกระดับ “ไหมไทย” สู่วัสดุการแพทย์ระดับสากล

รศ.ดร.จุฑามาศ นำทีมพัฒนา ‘Silklife’ ยกระดับรังไหมจากกิโลกรัมละพันบาท เป็นหลักหมื่น ลดพึ่งพาวัสดุนำเข้า พร้อมเริ่ม Clinical Trial เจลฉีดข้อที่โรงพยาบาลจุฬาฯ

ขณะที่อุตสาหกรรมการแพทย์ไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าคอลลาเจนและไฮยาลูรอนิกแอซิด ด้านทีมนักวิจัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกำลังเปลี่ยนไหมไทยให้กลายเป็นวัสดุการแพทย์ระดับสากล ผ่านโครงการ “Silklife”

รองศาสตราจารย์ ดร.จุฑามาศ รัตนวราภรณ์ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญคือสร้างความมั่นคงด้านวัสดุทางการแพทย์ให้ประเทศ โดยพัฒนาทรัพยากรท้องถิ่นให้ได้มาตรฐาน medical grade

คุมคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำ

จุดแข็งของ Silklife อยู่ที่ความเป็นแพลตฟอร์มที่ครอบคลุมและมีมาตรฐานสากล มีการควบคุมคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ พร้อมด้วยข้อมูลวิจัยที่สะสมมากว่า 15 ปี การเป็นวัสดุท้องถิ่นทำให้สามารถควบคุมแหล่งวัตถุดิบได้ และมีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนเมื่อเทียบกับการนำเข้าจากต่างประเทศ มีการควบคุมคุณภาพทั้งระบบ ทีมวิจัยพัฒนาแปลงเลี้ยงไหมอินทรีย์ 5 ไร่ในราชบุรี ได้รับรองมาตรฐาน มกษ. 9000 สำหรับแปลงหม่อน และ มกษ. 8203 สำหรับโรงเรือนเลี้ยงหนอน

ระบบโรงเรือนควบคุมอุณหภูมิและความชื้นตลอดปี ก่อนนำไปสกัดโปรตีนในโรงงานต้นแบบที่ได้มาตรฐาน ISO 13485 (ระบบบริหารคุณภาพเครื่องมือแพทย์) และ ISO 10993 (การทดสอบความปลอดภัยทางชีวภาพ) กระบวนการพัฒนาใช้เวลา 3-4 ปี จึงได้วัตถุดิบเกรดการแพทย์

ไหมไทย ไม่ใช่แค่ผ้า

ทีมวิจัยเน้นใช้โปรตีน “ไฟโบรอิน” (Fibroin) ซึ่งเป็นโปรตีนธรรมชาติจากเส้นใยไหม มีคุณสมบัติเหมาะสมต่อการพัฒนาเป็นวัสดุทางการแพทย์

จุดเด่นของไหมไทยคือโครงสร้างโมเลกุลที่ไม่ชอบน้ำ ทำให้จับกับสารออกฤทธิ์บางชนิดได้ดี เหมาะกับการพัฒนาเป็นระบบนำส่งยาเฉพาะทาง นอกจากนี้ เส้นใยไหมมีความแข็งแรงตามธรรมชาติ และเมื่อย่อยสลายในร่างกายจะกลายเป็นกรดอะมิโนที่ปลอดภัย

ผลทดสอบในสัตว์ทดลองพบว่า ไฟโบรอินก่อปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกันต่ำ ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญของวัสดุที่จะฝังในร่างกาย

4 ผลิตภัณฑ์นำร่อง

ปัจจุบัน Silklife พัฒนาโปรตีนไหมให้เป็น “แพลตฟอร์มวัสดุ” ที่ต่อยอดได้หลากหลาย ได้แก่

  • แผ่นไฮโดรเจลแปะผิวหนัง เป็นผลิตภัณฑ์แรกที่พัฒนาสำเร็จ จากการใช้โปรตีนไหมเป็นตัวนำพาเพื่อกักเก็บและค่อย ๆ ปลดปล่อยสารออกฤทธิ์ ช่วยนำส่งสารออกฤทธิ์อย่างต่อเนื่อง 6-8 ชั่วโมง
  • แผ่นแปะ CBD (สารสกัดจากกัญชง) ช่วยการนอนหลับ ส่งสารผ่านผิวหนังเพื่อลดการใช้โดสสูงแบบรับประทาน อยู่ระหว่างรอขึ้นทะเบียน อย.
  • สแคฟโฟลด์เนื้อเยื่อทันตกรรม อุดแผลหลังถอนฟัน ช่วยให้เนื้อเยื่อติดตัวดีและสลายตัวได้เอง
  • เจลฉีดเข้าข้อ สำหรับผู้ป่วยข้อเสื่อมระยะเริ่มต้น ช่วยหล่อลื่น ลดแรงกระแทก และกระตุ้นการสร้างน้ำหล่อลื่นตามธรรมชาติ ขณะนี้เริ่มทดลองทางคลินิกที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์แล้ว

รศ.ดร.จุฑามาศ อธิบายว่า ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ภายในร่างกายต้องผ่านการทดลองทางคลินิกตามมาตรฐานสากล จึงใช้เวลานานก่อนออกสู่ตลาด “แต่ถือเป็นก้าวสำคัญของวัสดุชีวภาพที่พัฒนาจากทรัพยากรไทย”

เกษตรกรรายได้พุ่ง

นอกจากมิติสุขภาพ โครงการนี้ยังสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจให้เกษตรกรที่เข้าร่วมระบบเกษตรพันธสัญญา เกษตรกรได้รับการฝึกอบรมให้ผลิตรังไหมตามมาตรฐานเข้มงวด ทำให้รังไหมที่เคยจำหน่ายในราคากิโลกรัมละประมาณ 1,000 บาท สามารถเพิ่มมูลค่าเป็นระดับหลักหมื่นบาทต่อกิโลกรัม

“โครงการนี้ส่งผลให้เกษตรกรได้รับการพัฒนาทักษะและความรู้ในการผลิตตามมาตรฐาน มีรายได้ที่มั่นคงและสูงขึ้น” รศ.ดร.จุฑามาศ กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ “ปัจจุบันมีเกษตรกรหนึ่งครัวเรือนเป็นต้นแบบในเกษตรพันธสัญญา (Contract farming) แทนที่จะขายรังไหมกิโลกรัมละ 1,000 กว่าบาท เกษตรกรที่ร่วมโครงการสามารถขายรังไหมสำหรับตลาดผลิตภัณฑ์การแพทย์ โดยได้มูลค่ากิโลกรัมละหลักหมื่นบาทได้”

หากประเทศไทยพัฒนาวัสดุชีวภาพจากทรัพยากรของตนเองได้สำเร็จ จะช่วยลดการนำเข้า เสริมความมั่นคงด้านสาธารณสุข และสร้างอุตสาหกรรมการแพทย์ที่แข่งขันได้ในระดับโลก

Latest Posts

Discover more from Thailand Health Hub

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading