
กรมควบคุมโรคจับตา “ไข้กาฬหลังแอ่น” หลังพบสัญญาณการระบาดในต่างประเทศและรายงานผู้ป่วยในไทย เตือนกลุ่มนักเรียน-นักศึกษาเสี่ยงสูง ชี้ความน่ากลัวอยู่ที่ความเร็วของโรค จากไข้ธรรมดาสู่ภาวะวิกฤตถึงขั้นเสียชีวิตได้ภายในวันเดียว แพทย์แนะสังเกตสัญญาณอันตราย “แดง-ส้ม-ดำ” หากคอแข็ง-ผื่นขึ้นต้องรีบส่งโรงพยาบาลด่วน
นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า ขณะนี้หน่วยงานสาธารณสุขกำลังเฝ้าระวังสถานการณ์โรคไข้กาฬหลังแอ่น (Meningococcal disease) อย่างใกล้ชิด หลังพบการระบาดในกลุ่มนักเรียนนักศึกษาที่สหราชอาณาจักร ซึ่งมีผู้ป่วยสะสมแล้วประมาณ 20 ราย และเสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย โดยตรวจพบเป็น สายพันธุ์ serogroup B (MenB) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีความรุนแรง
สำหรับการระบาดมักเชื่อมโยงกับกิจกรรมการรวมตัวในพื้นที่ปิดและการใช้สิ่งของร่วมกัน ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่อาจทำให้เชื้อแพร่กระจายเข้าสู่ประเทศไทยได้ผ่านการเดินทางระหว่างประเทศ
ด้าน นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ให้ข้อมูลเตือนภัยผ่านช่องทางออนไลน์ ระบุว่า โรคนี้มีความอันตรายอย่างมาก เนื่องจาก ความรวดเร็วของอาการ” โดยเชื้อแบคทีเรีย Neisseria meningitidis สามารถก่อให้เกิดภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบและการติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง
เพื่อให้ประชาชนคัดกรองอาการได้เบื้องต้น แพทย์ได้แบ่งระยะความรุนแรงออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้
- ระยะเริ่มต้น (สีแดง): มีไข้สูง ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย คล้ายไข้หวัดใหญ่ มักถูกละเลยในระยะนี้
- ระยะลุกลาม (สีส้ม): ปวดศีรษะรุนแรง “คอแข็ง” ก้มไม่ได้ มีอาการแพ้แสง คลื่นไส้อาเจียน และเริ่มสับสน บ่งชี้ว่าเชื้อเข้าสู่เยื่อหุ้มสมอง
- ระยะวิกฤต (สีดำ): เกิดจุดเลือดออกใต้ผิวหนังที่ “กดแล้วไม่จาง” มือเท้าเย็น ความดันตก และช็อก เสี่ยงเสียชีวิตสูงมาก
รายงานระบุว่า ประชากรทั่วไปประมาณ 10–20% อาจเป็นพาหะโดยมีเชื้ออยู่ในลำคอแต่ไม่แสดงอาการ ทำให้กลุ่มที่อยู่รวมกันหนาแน่น เช่น หอพักนักศึกษา หรือค่ายทหาร มีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับเชื้อผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการใช้แก้วน้ำและช้อนร่วมกัน
กรมควบคุมโรคแนะนำให้ประชาชนรักษาสุขอนามัย ล้างมือบ่อย ๆ สวมหน้ากากอนามัยในที่แออัด และหลีกเลี่ยงการใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น สำหรับผู้ที่ต้องเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงหรือประเทศที่มีการระบาด ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการฉีด “วัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่น” ล่วงหน้าอย่างน้อย 10 วันก่อนเดินทาง
ทั้งนี้ หากพบผู้ป่วยที่มีอาการไข้สูงร่วมกับผื่นเลือดออกหรือมีอาการคอแข็ง ให้รีบนำส่งสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที เพราะความล่าช้าเพียง 1–2 ชั่วโมงอาจหมายถึงชีวิต
เกร็ดความรู้
ไข้กาฬหลังแอ่นคืออะไร?
ไข้กาฬหลังแอ่น (Meningococcal disease) เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรีย Neisseria meningitidis สามารถก่อให้เกิดการอักเสบของเยื่อหุ้มสมองและไขสันหลัง รวมถึงการติดเชื้อในกระแสเลือด โรคนี้ติดต่อผ่าน “ละอองฝอยจากทางเดินหายใจ” เช่น การไอ จาม การใช้ภาชนะร่วมกัน หรือการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย
อาการของไข้กาฬหลังแอ่นมักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายใน 1–4 วันหลังติดเชื้อ อาการสำคัญ ได้แก่
- ไข้สูงเฉียบพลัน
- ปวดศีรษะรุนแรง
- คอแข็ง ก้มคอลำบาก
- คลื่นไส้ อาเจียน
- ซึม สับสน หรือหมดสติ
- มีผื่นหรือจุดเลือดออกตามผิวหนัง (อาการสำคัญที่ต้องรีบพบแพทย์)
- ในบางรายอาจมีอาการรุนแรง เช่น ช็อก ติดเชื้อในกระแสเลือด และเสียชีวิตได้ภายใน 24 ชั่วโมง
ใครคือกลุ่มเสี่ยง?
กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่
- เด็กเล็ก และวัยรุ่น
- ผู้ที่อยู่รวมกันจำนวนมาก (หอพัก ค่ายทหาร โรงเรียนประจำ)
- ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
- ผู้ที่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย เช่น คนในครอบครัว
วิธีป้องกันโรค
แม้โรคนี้จะรุนแรง แต่สามารถป้องกันได้ ดังนี้
1. หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ป่วย
- ไม่ใช้แก้วน้ำ ช้อน หรือของใช้ส่วนตัวร่วมกัน
- หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ผู้ที่มีอาการไข้ ไอ หรือจาม
2. รักษาสุขอนามัย
- ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์
- ปิดปากและจมูกเมื่อไอหรือจาม
3. สวมหน้ากากในพื้นที่แออัด
- โดยเฉพาะช่วงที่มีการระบาด หรือในสถานที่ปิด
4. รับวัคซีน (ในกลุ่มเสี่ยง)
- ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันไข้กาฬหลังแอ่น
- เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ หรืออยู่ในพื้นที่เสี่ยง
5. หากมีอาการต้องรีบพบแพทย์ทันที
- อย่าซื้อยารับประทานเอง
- การรักษาเร็วสามารถลดอัตราการเสียชีวิตได้อย่างมาก



