สธ. ยกระดับเฝ้าระวัง ‘ไข้กาฬหลังแอ่น’ ระบาดปี 69 หวั่นเชื้อสายพันธุ์ดุพุ่ง

กรมควบคุมโรคจับตา “ไข้กาฬหลังแอ่น” หลังพบสัญญาณการระบาดในต่างประเทศและรายงานผู้ป่วยในไทย เตือนกลุ่มนักเรียน-นักศึกษาเสี่ยงสูง ชี้ความน่ากลัวอยู่ที่ความเร็วของโรค จากไข้ธรรมดาสู่ภาวะวิกฤตถึงขั้นเสียชีวิตได้ภายในวันเดียว แพทย์แนะสังเกตสัญญาณอันตราย “แดง-ส้ม-ดำ” หากคอแข็ง-ผื่นขึ้นต้องรีบส่งโรงพยาบาลด่วน

นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า ขณะนี้หน่วยงานสาธารณสุขกำลังเฝ้าระวังสถานการณ์โรคไข้กาฬหลังแอ่น (Meningococcal disease) อย่างใกล้ชิด หลังพบการระบาดในกลุ่มนักเรียนนักศึกษาที่สหราชอาณาจักร ซึ่งมีผู้ป่วยสะสมแล้วประมาณ 20 ราย และเสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย โดยตรวจพบเป็น สายพันธุ์ serogroup B (MenB) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีความรุนแรง

สำหรับการระบาดมักเชื่อมโยงกับกิจกรรมการรวมตัวในพื้นที่ปิดและการใช้สิ่งของร่วมกัน ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่อาจทำให้เชื้อแพร่กระจายเข้าสู่ประเทศไทยได้ผ่านการเดินทางระหว่างประเทศ

ด้าน นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ให้ข้อมูลเตือนภัยผ่านช่องทางออนไลน์ ระบุว่า โรคนี้มีความอันตรายอย่างมาก เนื่องจาก ความรวดเร็วของอาการ” โดยเชื้อแบคทีเรีย Neisseria meningitidis สามารถก่อให้เกิดภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบและการติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง

เพื่อให้ประชาชนคัดกรองอาการได้เบื้องต้น แพทย์ได้แบ่งระยะความรุนแรงออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้

  1. ระยะเริ่มต้น (สีแดง): มีไข้สูง ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย คล้ายไข้หวัดใหญ่ มักถูกละเลยในระยะนี้
  2. ระยะลุกลาม (สีส้ม): ปวดศีรษะรุนแรง “คอแข็ง” ก้มไม่ได้ มีอาการแพ้แสง คลื่นไส้อาเจียน และเริ่มสับสน บ่งชี้ว่าเชื้อเข้าสู่เยื่อหุ้มสมอง
  3. ระยะวิกฤต (สีดำ): เกิดจุดเลือดออกใต้ผิวหนังที่ “กดแล้วไม่จาง” มือเท้าเย็น ความดันตก และช็อก เสี่ยงเสียชีวิตสูงมาก

รายงานระบุว่า ประชากรทั่วไปประมาณ 10–20% อาจเป็นพาหะโดยมีเชื้ออยู่ในลำคอแต่ไม่แสดงอาการ ทำให้กลุ่มที่อยู่รวมกันหนาแน่น เช่น หอพักนักศึกษา หรือค่ายทหาร มีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับเชื้อผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการใช้แก้วน้ำและช้อนร่วมกัน

กรมควบคุมโรคแนะนำให้ประชาชนรักษาสุขอนามัย ล้างมือบ่อย ๆ สวมหน้ากากอนามัยในที่แออัด และหลีกเลี่ยงการใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น สำหรับผู้ที่ต้องเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงหรือประเทศที่มีการระบาด ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการฉีด “วัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่น” ล่วงหน้าอย่างน้อย 10 วันก่อนเดินทาง

ทั้งนี้ หากพบผู้ป่วยที่มีอาการไข้สูงร่วมกับผื่นเลือดออกหรือมีอาการคอแข็ง ให้รีบนำส่งสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที เพราะความล่าช้าเพียง 1–2 ชั่วโมงอาจหมายถึงชีวิต


เกร็ดความรู้

ไข้กาฬหลังแอ่นคืออะไร?

ไข้กาฬหลังแอ่น (Meningococcal disease) เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรีย Neisseria meningitidis สามารถก่อให้เกิดการอักเสบของเยื่อหุ้มสมองและไขสันหลัง รวมถึงการติดเชื้อในกระแสเลือด โรคนี้ติดต่อผ่าน “ละอองฝอยจากทางเดินหายใจ” เช่น การไอ จาม การใช้ภาชนะร่วมกัน หรือการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย

อาการของไข้กาฬหลังแอ่นมักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายใน 1–4 วันหลังติดเชื้อ อาการสำคัญ ได้แก่

  • ไข้สูงเฉียบพลัน
  • ปวดศีรษะรุนแรง
  • คอแข็ง ก้มคอลำบาก
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ซึม สับสน หรือหมดสติ
  • มีผื่นหรือจุดเลือดออกตามผิวหนัง (อาการสำคัญที่ต้องรีบพบแพทย์)
  • ในบางรายอาจมีอาการรุนแรง เช่น ช็อก ติดเชื้อในกระแสเลือด และเสียชีวิตได้ภายใน 24 ชั่วโมง

ใครคือกลุ่มเสี่ยง?

กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่

  • เด็กเล็ก และวัยรุ่น
  • ผู้ที่อยู่รวมกันจำนวนมาก (หอพัก ค่ายทหาร โรงเรียนประจำ)
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
  • ผู้ที่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย เช่น คนในครอบครัว


วิธีป้องกันโรค

แม้โรคนี้จะรุนแรง แต่สามารถป้องกันได้ ดังนี้

1. หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ป่วย

  • ไม่ใช้แก้วน้ำ ช้อน หรือของใช้ส่วนตัวร่วมกัน
  • หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ผู้ที่มีอาการไข้ ไอ หรือจาม

2. รักษาสุขอนามัย

  • ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์
  • ปิดปากและจมูกเมื่อไอหรือจาม

3. สวมหน้ากากในพื้นที่แออัด

  • โดยเฉพาะช่วงที่มีการระบาด หรือในสถานที่ปิด

4. รับวัคซีน (ในกลุ่มเสี่ยง)

  • ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันไข้กาฬหลังแอ่น
  • เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ หรืออยู่ในพื้นที่เสี่ยง

5. หากมีอาการต้องรีบพบแพทย์ทันที

  • อย่าซื้อยารับประทานเอง
  • การรักษาเร็วสามารถลดอัตราการเสียชีวิตได้อย่างมาก

Latest Posts

Discover more from Thailand Health Hub

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading