ในช่วงฤดูร้อน อากาศที่ร้อนและชื้นเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อโรคหลายชนิด โดยเฉพาะเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งสามารถแพร่กระจายผ่านอาหารและน้ำที่ปนเปื้อน
โรคที่เกี่ยวกับทางเดินอาหารที่พบบ่อยในหน้าร้อน ได้แก่
1. โรคอุจจาระร่วง
สาเหตุ: เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือปรสิตหลายชนิดที่ปนเปื้อนในอาหารหรือน้ำดื่ม
อาการ: ถ่ายเหลวหรือถ่ายน้ำบ่อยครั้ง อาจมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้ร่วมด้วย
การรักษา: ส่วนใหญ่หายได้เองภายใน 2-3 วัน การรักษาที่สำคัญคือการดื่มน้ำและสารละลายเกลือแร่เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ หากอาการรุนแรงควรพบแพทย์
2. โรคอาหารเป็นพิษ
สาเหตุ: มักเกิดจากการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียหรือสารพิษที่แบคทีเรียสร้างขึ้น
อาการ: คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย มีไข้ อาการมักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายใน 30 นาที ถึง 6 ชั่วโมงหลังรับประทานอาหารที่ปนเปื้อน
การรักษา: ส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้นภายใน 24-48 ชั่วโมง ควรดื่มน้ำมากๆ และพักผ่อน หากอาการรุนแรงควรพบแพทย์
3. โรคบิด
สาเหตุ: เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Shigella (บิดแบคทีเรีย) หรือเชื้อ Entamoeba histolytica (บิดอมีบา)
อาการ: ถ่ายเป็นมูกเลือด ปวดเบ่ง ปวดท้องรุนแรง มีไข้สูง อ่อนเพลีย
การรักษา: ต้องได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะหรือยาต้านปรสิต และควรพบแพทย์โดยเร็ว
4. โรคอหิวาตกโรค
สาเหตุ: เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Vibrio cholerae ที่ปนเปื้อนในน้ำดื่มหรืออาหาร โดยเฉพาะอาหารทะเล
อาการ: ท้องเสียอย่างรุนแรง ถ่ายเป็นน้ำคล้ายน้ำซาวข้าว อาเจียน ทำให้เกิดภาวะขาดน้ำอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
การรักษา: ต้องได้รับสารน้ำทดแทนอย่างรวดเร็ว ร่วมกับการให้ยาปฏิชีวนะ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที
5. โรคไทฟอยด์ หรือไข้รากสาดน้อย
สาเหตุ: เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ซึ่งมีชื่อว่า ซัลโมเนลล่า ไทฟี่
อาการ: มีไข้สูงต่อเนื่อง ปวดศีรษะ ปวดท้อง ท้องเสีย หรือท้องผูก อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร อาจมีผื่นขึ้นตามลำตัว
การรักษา: ต้องได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ดื่มน้ำมากๆ และพักผ่อนให้เพียงพอ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาล หากไม่ได้รับการรักษาและเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงอาจนำไปสู่ภาวะไตวายได้
6. โรคตับอักเสบชนิดเอ
สาเหตุ: เกิดจากไวรัสตับอักเสบเอ ซึ่งติดต่อผ่านทางอาหารและน้ำที่ปนเปื้อนอุจจาระของผู้ป่วย
อาการ: มีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ปวดท้อง ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีด
การรักษา: ส่วนใหญ่หายได้เอง แต่ต้องพักผ่อนมาก งดดื่มแอลกอฮอล์ และรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย หากอาการรุนแรงควรพบแพทย์
วิธีป้องกันการเกิดโรคทางเดินอาหาร
- ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำสะอาดก่อนรับประทานอาหาร หลังใช้ห้องน้ำ และหลังสัมผัสสัตว์
- ใช้ช้อนกลางเมื่อรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น
- รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ
- ล้างผักและผลไม้ให้สะอาดก่อนรับประทาน หรือปอกเปลือกเมื่อเป็นไปได้
- ดื่มน้ำที่ต้มสุกหรือน้ำสะอาดจากภาชนะที่ปิดสนิท
- แยกอาหารดิบและอาหารสุกออกจากกัน
- ปรุงอาหารให้สุกทั่วถึง โดยเฉพาะเนื้อสัตว์และอาหารทะเล
- ระมัดระวังการเล่นน้ำในแหล่งน้ำสาธารณะที่อาจปนเปื้อน
- ฉีดวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบเอ
- ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไทฟอยด์ โดยเฉพาะผู้ที่จะเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง
การดูแลตนเองเบื้องต้นเมื่อเป็นโรคทางเดินอาหาร
- ดื่มน้ำมากๆ และจิบสารละลายเกลือแร่ เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำและเกลือแร่จากการท้องเสีย
- รับประทานอาหารอ่อนๆ ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก ขนมปังขาว กล้วย
- หลีกเลี่ยงอาหารที่มีกาก เช่น ผักสด ผลไม้ที่มีกาก อาหารทอด อาหารรสจัด และนม
- พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัว
- รับประทานยา ตามแพทย์สั่ง ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเอง
เมื่อใดควรพบแพทย์
- ถ่ายเป็นเลือดหรือมูกเลือด
- มีไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส
- ปวดท้องรุนแรง
- อาเจียนบ่อยจนไม่สามารถดื่มน้ำได้
- มีอาการขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง กระหายน้ำมาก ปัสสาวะน้อย ผิวแห้ง ตาลึก
- ท้องเสียติดต่อกันนานเกิน 3 วัน
- ผู้ป่วยเป็นเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว
การป้องกันไม่ให้เกิดโรคทางเดินอาหารที่ดีที่สุดคือการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล ระมัดระวังในการเลือกอาหารและน้ำดื่ม รวมถึงการปรุงอาหารอย่างถูกสุขลักษณะ หากมีอาการผิดปกติ ควรดูแลตนเองเบื้องต้นและหากอาการรุนแรงควรรีบพบแพทย์ทันที





