6 โรคที่มากับอาหารและน้ำในช่วงหน้าร้อน

ในช่วงฤดูร้อน อากาศที่ร้อนและชื้นเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อโรคหลายชนิด โดยเฉพาะเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งสามารถแพร่กระจายผ่านอาหารและน้ำที่ปนเปื้อน

โรคที่เกี่ยวกับทางเดินอาหารที่พบบ่อยในหน้าร้อน ได้แก่

1. โรคอุจจาระร่วง 

สาเหตุ: เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือปรสิตหลายชนิดที่ปนเปื้อนในอาหารหรือน้ำดื่ม

อาการ: ถ่ายเหลวหรือถ่ายน้ำบ่อยครั้ง อาจมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้ร่วมด้วย

การรักษา: ส่วนใหญ่หายได้เองภายใน 2-3 วัน การรักษาที่สำคัญคือการดื่มน้ำและสารละลายเกลือแร่เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ หากอาการรุนแรงควรพบแพทย์

2. โรคอาหารเป็นพิษ 

สาเหตุ: มักเกิดจากการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียหรือสารพิษที่แบคทีเรียสร้างขึ้น

อาการ: คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย มีไข้ อาการมักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายใน 30 นาที ถึง 6 ชั่วโมงหลังรับประทานอาหารที่ปนเปื้อน

การรักษา: ส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้นภายใน 24-48 ชั่วโมง ควรดื่มน้ำมากๆ และพักผ่อน หากอาการรุนแรงควรพบแพทย์

3. โรคบิด 

สาเหตุ: เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Shigella (บิดแบคทีเรีย) หรือเชื้อ Entamoeba histolytica (บิดอมีบา)

อาการ: ถ่ายเป็นมูกเลือด ปวดเบ่ง ปวดท้องรุนแรง มีไข้สูง อ่อนเพลีย

การรักษา: ต้องได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะหรือยาต้านปรสิต และควรพบแพทย์โดยเร็ว

4. โรคอหิวาตกโรค

สาเหตุ: เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Vibrio cholerae ที่ปนเปื้อนในน้ำดื่มหรืออาหาร โดยเฉพาะอาหารทะเล

อาการ: ท้องเสียอย่างรุนแรง ถ่ายเป็นน้ำคล้ายน้ำซาวข้าว อาเจียน ทำให้เกิดภาวะขาดน้ำอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

การรักษา: ต้องได้รับสารน้ำทดแทนอย่างรวดเร็ว ร่วมกับการให้ยาปฏิชีวนะ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

5. โรคไทฟอยด์ หรือไข้รากสาดน้อย

สาเหตุ: เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ซึ่งมีชื่อว่า ซัลโมเนลล่า ไทฟี่

อาการ: มีไข้สูงต่อเนื่อง ปวดศีรษะ ปวดท้อง ท้องเสีย หรือท้องผูก อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร อาจมีผื่นขึ้นตามลำตัว

การรักษา: ต้องได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ดื่มน้ำมากๆ และพักผ่อนให้เพียงพอ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาล หากไม่ได้รับการรักษาและเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงอาจนำไปสู่ภาวะไตวายได้

6. โรคตับอักเสบชนิดเอ 

สาเหตุ: เกิดจากไวรัสตับอักเสบเอ ซึ่งติดต่อผ่านทางอาหารและน้ำที่ปนเปื้อนอุจจาระของผู้ป่วย

อาการ: มีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ปวดท้อง ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีด

การรักษา: ส่วนใหญ่หายได้เอง แต่ต้องพักผ่อนมาก งดดื่มแอลกอฮอล์ และรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย หากอาการรุนแรงควรพบแพทย์

วิธีป้องกันการเกิดโรคทางเดินอาหาร

  1. ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำสะอาดก่อนรับประทานอาหาร หลังใช้ห้องน้ำ และหลังสัมผัสสัตว์
  2. ใช้ช้อนกลางเมื่อรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น
  3. รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ 
  4. ล้างผักและผลไม้ให้สะอาดก่อนรับประทาน หรือปอกเปลือกเมื่อเป็นไปได้
  5. ดื่มน้ำที่ต้มสุกหรือน้ำสะอาดจากภาชนะที่ปิดสนิท
  6. แยกอาหารดิบและอาหารสุกออกจากกัน
  7. ปรุงอาหารให้สุกทั่วถึง โดยเฉพาะเนื้อสัตว์และอาหารทะเล
  8. ระมัดระวังการเล่นน้ำในแหล่งน้ำสาธารณะที่อาจปนเปื้อน
  9. ฉีดวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบเอ
  10. ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไทฟอยด์ โดยเฉพาะผู้ที่จะเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง

การดูแลตนเองเบื้องต้นเมื่อเป็นโรคทางเดินอาหาร

  1. ดื่มน้ำมากๆ และจิบสารละลายเกลือแร่ เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำและเกลือแร่จากการท้องเสีย
  2. รับประทานอาหารอ่อนๆ ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก ขนมปังขาว กล้วย
  3. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีกาก เช่น ผักสด ผลไม้ที่มีกาก อาหารทอด อาหารรสจัด และนม
  4. พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัว
  5. รับประทานยา ตามแพทย์สั่ง ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเอง

เมื่อใดควรพบแพทย์

  1. ถ่ายเป็นเลือดหรือมูกเลือด
  2. มีไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส
  3. ปวดท้องรุนแรง
  4. อาเจียนบ่อยจนไม่สามารถดื่มน้ำได้
  5. มีอาการขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง กระหายน้ำมาก ปัสสาวะน้อย ผิวแห้ง ตาลึก
  6. ท้องเสียติดต่อกันนานเกิน 3 วัน
  7. ผู้ป่วยเป็นเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว

การป้องกันไม่ให้เกิดโรคทางเดินอาหารที่ดีที่สุดคือการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล ระมัดระวังในการเลือกอาหารและน้ำดื่ม รวมถึงการปรุงอาหารอย่างถูกสุขลักษณะ หากมีอาการผิดปกติ ควรดูแลตนเองเบื้องต้นและหากอาการรุนแรงควรรีบพบแพทย์ทันที 

Latest Posts

Discover more from Thailand Health Hub

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading