มหาวิทยาลัยมหิดลประกาศทรานส์ฟอร์มครั้งใหญ่รับเมกะเทรนด์ มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้และนวัตกรรมระดับโลกที่สร้าง “Real World Impact” ในทุกมิติ ท่ามกลางความท้าทายใน 6 ด้าน ได้แก่ 1. สังคมสูงวัย (Aging Society) ในอีก 8 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super Aging) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างประชากรและระบบการแพทย์และสาธารณสุขอย่างมาก 2. การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (Digital Disruption) ที่ขับเคลื่อนโดย AI และเทคโนโลยีดิจิทัล 3. ภูมิรัฐศาสตร์โลก (Geopolitics) ที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจและนวัตกรรม 4. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงต่อความอยู่ดีมีสุขของคนทั่วโลก 5. การเปลี่ยนแบบแผนระหว่างช่วงชีวิต (Generation Change) การเปลี่ยนแปลงของคนรุ่นใหม่ที่มีรูปแบบการดำเนินชีวิตที่หลากหลายมากขึ้น 6. การปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร (Organization Change) ที่เน้นการทำงานแบบ Data-Driven และขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม โดยตั้งเป้าเป็นผู้นำด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพและสุขภาวะองค์รวมระดับโลก
ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เผยว่า มหิดลจะขับเคลื่อนการทรานส์ฟอร์มผ่าน 3 กลไกหลัก ได้แก่ 1. From Research Lab to Commercialization ผลักดันงานวิจัยจากหิ้งสู่ห้าง สร้างมูลค่าเพิ่มในเชิงพาณิชย์ ปัจจุบันมีผลงานวิจัยที่ได้รับการจดสิทธิบัตรกว่า 2,557 รายการ และผลงานที่ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ในเชิงพาณิชย์กว่า 415 รายการ มูลค่ากว่า 123.6 ล้านบาท 2. From Education to Real World Impact ทรานส์ฟอร์มการศึกษาสู่การเรียนรู้ไร้พรมแดน เน้นการศึกษาแบบ Outcome-Based Education สร้างบัณฑิตตอบโจทย์โลกยุคใหม่ และ 3. From Community Engagement to Real World Impact ลงมือทำเพื่อสังคม สร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ขยายบทบาทจากสถาบันการศึกษาสู่ศูนย์กลางในการขับเคลื่อนสังคม

สำหรับทิศทางในอนาคต มหาวิทยาลัยมหิดลจะมุ่งดำเนินการใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1. ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางด้านเซลล์บำบัดและยีนบำบัด (Cell and Gene Therapy) ระดับอาเซียน โดยสร้าง Ecosystem ที่สมบูรณ์ตั้งแต่การวิจัย พัฒนาบุคลากร ส่งเสริมการผลิตเชิงอุตสาหกรรม ไปจนถึงการผลักดันนโยบาย พร้อมเร่งปรับปรุงโรงงานยาที่มีอยู่เดิมให้เป็นโรงงานยาที่มีชีวิต (MU-Bio Plant) สำหรับผลิตยากลุ่ม Advanced Therapy Medicinal Product (ATMP)
2.เสริมศักยภาพการแพทย์และสาธารณสุขไทยด้วย AI & Health Care โดยร่วมมือกับบริษัท สยาม เอไอ คลาวด์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการวินิจฉัยโรค คาดการณ์แนวโน้มและความเสี่ยงของโรค ดูแลสุขภาพส่วนบุคคล พร้อมพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ให้มีความเชี่ยวชาญด้าน AI และ Health Tech และ 3. สร้าง Startup Ecosystem และผลักดัน Health Tech Startup ไทยสู่ระดับ Unicorn โดยจัดตั้งโครงการบ่มเพาะและเร่งการเติบโตของสตาร์ทอัพร่วมกับพันธมิตรระดับโลก เช่น Silicon Valley และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
“มหาวิทยาลัยมหิดล ถือเป็นต้นแบบที่สะท้อนถึงความสำเร็จครอบคลุมหลายมิติจากหลายๆ โครงการ ที่เริ่มจากงานวิจัยจนนำมาสู่การต่อยอดให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม ตอกย้ำเป้าหมายการเป็น Mahidol University For Real World Impact ในการเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำด้านการวิจัยและสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพและสุขภาวะองค์รวมระดับโลกได้อย่างแท้จริง” ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร กล่าวสรุป




