
จากจุดเริ่มต้นของการรณรงค์ ลด ละ เลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ “โครงการชุมชนเปี่ยมสุข ปลอดเหล้า ปลอดภัย ปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ” ภายใต้มูลนิธิวิถีสุขและสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) โดยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้พัฒนาเป็นโมเดลการทำงานที่มุ่ง “เปลี่ยนวิถีชีวิตและพฤติกรรม” ของคนในชุมชนอย่างรอบด้าน โดยใช้ชุมชนเป็นฐานในการดูแลสุขภาวะ ผ่านแนวคิด “คุณภาพชีวิตเปี่ยมสุข 8 มิติ” ที่ครอบคลุมทั้งสุขภาพกาย ใจ การเงิน การงาน ความสัมพันธ์ สังคม ปัญญา และจิตวิญญาณ เพื่อให้การเลิกเหล้าไม่ใช่เพียงการหยุดพฤติกรรมเสี่ยง แต่คือการ “ฟื้นฟูและปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต” (Life-Transformation) โดยเป็นการสร้างชีวิตใหม่ที่มีคุณค่าและยั่งยืน
น.ส.พิมพ์มณี เมฆพายัพ ผู้จัดการโครงการชุมชนเปี่ยมสุข ปลอดเหล้า ปลอดภัย ปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ ภายใต้มูลนิธิวิถีสุข กล่าวว่า การดำเนินงานของโครงการฯ เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2566 โดยมุ่งทำงานเชิงลึกกับครอบครัวและชุมชน จำนวนกว่า 88 ชุมชนทั่วประเทศ เพื่อให้คนที่ต้องการลด ละ เลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ และปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ สามารถปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยเริ่มต้นทางโครงการฯ ชูแนวคิดเรื่องของการดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจ ภายใต้โปรแกรม เสริมพลังตับ ฟื้นพลังชีวิต และโอกาส 3 เดือนเข้าพรรษา : ฤดูกาลสุขปลอดเหล้า ในการขับเคลื่อน
“หัวใจสำคัญของโครงการชุมชนเปี่ยมสุข ไม่ใช่แค่การหยุดดื่ม-สูบและเสพ แต่คือ การสร้างคุณภาพชีวิตใหม่ในระดับบุคคลและครอบครัว เพราะสาเหตุของการดื่มในหลาย ๆ คน ส่วนใหญ่ มาจากความเครียดจากการใช้ชีวิต จากปัญหาด้านการเงิน-หนี้สิน ด้านสุขภาพ รวมทั้งด้านความสัมพันธ์ในครอบครัว หรือในที่ทำงาน การแก้ปัญหาเรื่องพฤติกรรมพึ่งพิงสิ่งเสพติด จึงต้องแก้ปัญหาคุณภาพชีวิตทั้งระบบ หากไม่แก้ทั้งระบบ ก็มีโอกาสกลับไปดื่มซ้ำได้อีก ก่อนอื่นต้องชวนเขาให้มีเป้าหมายในชีวิตว่าจะเลิกพฤติกรรมเสพติดนี้เพื่ออะไร จากนั้นชวนเขาประเมินคุณภาพชีวิตแต่ละด้าน ทั้ง 8 ด้าน และวางเป้าหมายราย 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี เป็นต้น เพื่อให้ทีมชมรมคนหัวใจเพชร วางแผนติดตามช่วยเชียร์และสนับสนุนเป้าหมายคุณภาพชีวิตเปี่ยมสุขให้เขาต่อไป ” น.ส.พิมพ์มณี กล่าว
หนึ่งในเครื่องมือสำคัญของ “ชุมชนเปี่ยมสุข” คือ แนวคิด “คุณภาพชีวิตเปี่ยมสุข 8 มิติ” ที่ใช้เป็นวงล้อวัดคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ประกอบด้วย มิติด้านกาย ใจ การงาน การเงิน ความสัมพันธ์ สังคม ปัญญา และจิตวิญญาณ เพื่อให้เขามองเห็นเป้าหมายชีวิตของตัวเองอย่างชัดเจน และค่อย ๆ พัฒนาคุณภาพชีวิตในทุกด้านไปพร้อมกัน
นอกจากการดูแลสุขภาวะด้านจิตใจและความสัมพันธ์ในครอบครัวแล้ว โครงการฯ ยังนำแนวคิด “อาหารเป็นยา” โดยพัฒนามาเป็นโปรแกรมดูแลสุขภาพและฟื้นฟูร่างกายสำหรับผู้ที่ต้องการงดดื่มแอลกอฮอล์ “โซบริงค์”(Sobrink) “เสริมพลังตับ ฟื้นพลังชีวิต” ที่เน้นการดูแลสุขภาพตับและลำไส้ ผ่านการใช้สมุนไพรพื้นบ้านอย่างขิงและขมิ้น รวมถึงการปรับพฤติกรรมการกิน การนอน และการใช้ชีวิตตามหลัก “นาฬิกาชีวิต”
ภายใต้โปรแกรมดูแลสุขภาพเพื่อช่วยฟื้นฟูร่างกาย จิตใจ ลดความเครียด และสร้างสมดุลให้กับร่างกาย โดยมีผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ จำนวนมาก เริ่มเห็นผลลัพธ์จากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น นอนหลับดีขึ้น มีพลังในการทำงานมากขึ้น ลดอาการอ่อนเพลีย และลดความอยากดื่มสุราได้อย่างต่อเนื่อง
“เราไม่ได้ใช้การบังคับ แต่ใช้การทำให้ร่างกายกลับมารู้สึกดี เมื่อสุขภาพดีขึ้น คนก็เริ่มอยากดูแลตัวเองต่อ และค่อย ๆ ลดการพึ่งพาแอลกอฮอล์ลงเองตามธรรมชาติ” น.ส.พิมพ์มณี กล่าว
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่โครงการฯ ให้ความสำคัญ คือ “สุขภาพการเงิน” โดยนำแนวคิดการออมแบบ “6 โถ” มาใช้เป็นเครื่องมือสร้างวินัยทางการเงิน ช่วยให้ชาวบ้านมองเห็นเป้าหมายชีวิตและจัดสรรรายได้อย่างเป็นระบบ ทั้ง 6 โถ ประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายประจำวัน การออมระยะยาว การลงทุน การศึกษา การให้รางวัลตัวเอง และการแบ่งปันเพื่อสังคม
อย่างไรก็ตาม จากการทำงานในพื้นที่พบว่า ชาวบ้านบางส่วนมองว่า แนวคิด 6 โถ ยังซับซ้อนเกินไป ปัจจุบันทางโครงการฯจึงพัฒนาเครื่องมือใหม่ให้เหลือเพียง “3 โถ” จึงเป็น “โถเงินเปี่ยมสุข” ที่เหมาะกับวิถีชีวิตชุมชน ได้แก่ โถใช้หนี้ โถค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ เช่น ค่าเทอมลูกหรือค่าประกัน และโถค่าใช้จ่ายประจำวัน เพื่อให้ชาวบ้านเริ่มต้นออมได้ง่ายขึ้นและปฏิบัติได้จริง
“เราไม่ได้เน้นตัวเลข แต่เน้นให้คนในชุมชนเห็นว่า เงินที่เคยหมดไปกับเหล้าและบุหรี่ สามารถเปลี่ยนมาเป็นเงินออม เป็นค่าเทอมลูก หรือใช้ปลดหนี้ได้จริง เมื่อเขาเห็นผลลัพธ์กับชีวิตตัวเอง เขาจะเกิดกำลังใจในการเปลี่ยนแปลง ซึ่งบางคนเมื่อเปลี่ยนค่าเหล้ามาเป็นเงินออมแทน ในแต่ละเดือนตัวเลขเงินออมเป็นหลักหมื่นทีเดียว หากสุขภาพการเงินดี ไม่มีหนี้สิน ก็จะไม่เครียด สุขภาพด้านอื่นๆ ก็จะดีตามไปด้วย” น.ส.พิมพ์มณี กล่าว
ด้าน นางปทุมรัตน์ เกตุเล็ก (พี่ปุ๊ย) ผู้ประสานงานสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) ขับเคลื่อนงานในพื้นที่ อบต.บ้านหอย และ รพ.สต.บ้านเกาะแดง ต.บ้านหอย อ.ประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี กล่าวว่า ความสำเร็จของชุมชนเปี่ยมสุข เกิดจากการทำงานร่วมกันของภาคีในชุมชน โดยเฉพาะกลุ่ม “พลังหญิง” และ “ชมรมคนหัวใจเพชร” ที่เข้ามาเป็นกำลังสำคัญในการทำงานแบบ “ชวน ช่วย เชียร์”
“กลุ่มพลังหญิงจะลงไปเยี่ยมบ้าน ให้คำปรึกษาครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากการดื่ม ส่วนคนหัวใจเพชร คือ คนที่เลิกเหล้าได้สำเร็จ เขาจะกลายเป็นต้นแบบและพี่เลี้ยงให้กับคนอื่นในชุมชน ทำให้คนเห็นว่า การเลิกเหล้าทำได้จริง” พี่ปุ๊ย กล่าว พร้อมระบุว่า การทำงานที่ผ่านมาไม่ได้ใช้เพียงมาตรการทางสังคมหรือกฎหมาย แต่เน้นสร้างแรงจูงใจผ่าน “อาหารเป็นยา” และกิจกรรมสร้างสุขในชุมชน เช่น ข้าวต้ม 3 สี การทำชาขิงขมิ้น หรือ เมี่ยงคำหลากสี 9 รสชาติปรับ 4 ธาตุ ไปแจกให้คนในพื้นที่ได้ลองชิม จนเกิดความสนใจและเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่ทางโครงการฯ จัด มากขึ้นเรื่อยๆ
ผลจากการทำงานอย่างต่อเนื่องและผลลัพธ์ในเชิงประจักษ์กับคนในชุมชน ทำให้แนวคิดชุมชนเปี่ยมสุขถูกบรรจุเข้าสู่แผนงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบต.บ้านหอย) เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานในระยะยาว โดยปัจจุบันมีเป้าหมายขยายผลให้เกิดพื้นที่ต้นแบบระดับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) อย่างน้อย 3 พื้นที่ในจังหวัดปราจีนบุรี ประกอบด้วย อบต.บ้านหอย อบต.ท่างาม และ อบต.ศรีมหาโพธิ
“สิ่งสำคัญ คือ การทำให้ชุมชนเป็นเจ้าของการเปลี่ยนแปลง เมื่อคนในพื้นที่ลุกขึ้นมาช่วยกันเอง ทั้ง อสม. กลุ่มพลังหญิง คนหัวใจเพชร หรือ ครอบครัว ความยั่งยืนก็จะเกิดขึ้นได้จริง” พี่ปุ๊ยกล่าว
ด้าน น.ส.พิมพ์มณี กล่าวเสริมว่า ในระยะ 5 ปีแรก โครงการชุมชนเปี่ยมสุขฯ ตั้งเป้าพัฒนาชุมชนเปี่ยมสุขต้นแบบ จำนวน 30 ชุมชน จาก 88 ชุมชนทั่วประเทศ ให้เป็นชุมชนต้นแบบที่สามารถดูแลสุขภาวะของคนในพื้นที่ได้อย่างครบวงจร พร้อมสร้างแกนนำที่สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ต่อได้ด้วยตนเอง รวมถึงต่อยอดสู่การสร้างรายได้และวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ในอนาคต
“เราตั้งเป้าถึงการสร้างรายได้จากการนำงานรณรงค์สุขภาพมาเปลี่ยนเป็นสินค้าและบริการ เช่น การรับจัดเบรกสุขภาพ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรชุมชน และ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) เป็นต้น และท้ายที่สุดแล้ว เราอยากเห็นชุมชนที่ไม่ได้แค่ปลอดเหล้า แต่เป็นชุมชนที่คนมีสุขภาพดี มีเงินออม ครอบครัวอบอุ่น และช่วยเหลือกันได้ด้วยตัวเอง เป้าหมายสูงสุด คือ การสร้างพื้นที่ปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่เปี่ยมสุขอย่างยั่งยืนให้เกิดขึ้นจริงในชุมชน” น.ส.พิมพ์มณี กล่าวในตอนท้าย






