การตรวจสุขภาพประจำปีเป็นสิ่งสำคัญเพื่อดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ แต่หลายคนอาจรู้สึกสับสนเมื่อได้รับผลตรวจกลับมา เพราะเต็มไปด้วยตัวเลขและศัพท์ทางการแพทย์ที่ดูซับซ้อน เรามีคำแนะนำให้คุณเข้าใจหลักการพื้นฐานในการอ่านผลตรวจสุขภาพ และความหมายของค่าต่างๆ ที่สำคัญ เพื่อให้คุณสามารถดูแลสุขภาพของตัวเองได้อย่างเหมาะสม
หลักการง่ายๆ ในการอ่านผลตรวจสุขภาพ
- สังเกต “ค่าปกติ” (Reference Range/Normal Range) ทุกรายการตรวจจะมีช่วงค่าปกติกำกับไว้เสมอ นี่คือช่วงค่าที่ถือว่าสุขภาพดีสำหรับคนส่วนใหญ่ หากค่าของคุณอยู่นอกช่วงนี้ อาจบ่งบอกถึงความผิดปกติบางอย่าง
- ดู “ค่าที่ตรวจพบ” (Your Result/Actual Value) ตัวเลขผลการตรวจของคุณสำหรับแต่ละรายการ เปรียบเทียบตัวเลขนี้กับช่วงค่าปกติ
- ปรึกษาแพทย์ สิ่งสำคัญที่สุดคือการนำผลตรวจไปปรึกษาแพทย์ เพื่อให้แพทย์อธิบายผลทั้งหมดได้อย่างถูกต้อง และให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับสุขภาพและประวัติส่วนตัวของคุณ หากมีค่าผิดปกติ แพทย์จะแนะนำแนวทางการดูแลตัวเองเพิ่มเติม หรือนัดตรวจซ้ำเพื่อยืนยันผล
แพ็กเกจตรวจสุขภาพพื้นฐาน ตรวจอะไรบ้าง?
การตรวจสุขภาพพื้นฐานจะมีการวัดส่วนสูงและน้ำหนัก วัดความดันโลหิต เจาะเลือดและเก็บปัสสาวะไปตรวจในห้องปฏิบัติการ ครอบคลุมการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ระดับน้ำตาลในเลือด ระดับไขมันประเภทต่างๆ ค่าการทำงานของตับและไต กรดยูริก และค่าต่างๆ ที่ตรวจได้จากปัสสาวะ
การตรวจสุขภาพพื้นฐานโดยทั่วไปจะประกอบด้วย:
- การวัดส่วนสูงและน้ำหนัก: เพื่อคำนวณค่าดัชนีมวลกาย (BMI)
- การวัดความดันโลหิต: ตรวจสอบสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด
- การเจาะเลือดและเก็บปัสสาวะ: เพื่อนำไปตรวจในห้องปฏิบัติการ เช่น:
- ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC)
- ระดับน้ำตาลในเลือด (Fasting Blood Sugar, HbA1c)
- ระดับไขมันประเภทต่างๆ ในเลือด (Cholesterol, Triglyceride, HDL, LDL)
- ค่าการทำงานของตับ (Liver Function Test)
- ค่าการทำงานของไต (Kidney Function Test)
- ค่ากรดยูริก (Uric Acid)
- ค่าต่างๆ ที่ตรวจได้จากปัสสาวะ (Urine Analysis)
ความหมายของแต่ละรายการตรวจหลักๆ
1. ความดันโลหิต (Blood Pressure) และชีพจร (Pulse)
- ค่าความดันโลหิต มี 3 ตัวเลข ได้แก่
- ความดันตัวบน (Systolic – SYS) คือ ค่าปกติโดยเฉลี่ยประมาณ 120 มิลลิเมตรปรอท
- ความดันตัวล่าง (Diastolic – DIA): ค่าปกติโดยเฉลี่ยประมาณ 80 มิลลิเมตรปรอท
- ค่าปกติในแต่ละช่วงวัย
- วัยทารก: ไม่ควรเกิน 90/60 มิลลิเมตรปรอท
- เด็กเล็ก 3 – 6 ปี: อยู่ระหว่าง 110/70 มิลลิเมตรปรอท
- เด็กโต 7 – 17 ปี: อยู่ระหว่าง 120/80 มิลลิเมตรปรอท
- วัยทำงาน 18 -64 ปี: อยู่ระหว่าง 140/90 มิลลิเมตรปรอท
- ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป: อยู่ระหว่าง 160/95 มิลลิเมตรปรอท
- ชีพจร (Pulse – PR หรือ PUL): อัตราการเต้นของหัวใจ หน่วยเป็นครั้งต่อนาที (bpm)
- ค่าปกติสำหรับผู้ใหญ่: 60–100 ครั้ง/นาทีข้อควรระวัง: หากความดันสูงกว่าค่าปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสูงกว่า 180/110 มิลลิเมตรปรอท ร่วมกับอาการเจ็บหน้าอก หายใจลำบาก ควรรีบพบแพทย์ทันที
2. ระดับน้ำตาลในเลือด (Blood Glucose)
- Fasting Blood Sugar (FBS): ตรวจขณะงดน้ำและอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง
- ค่าปกติ: 70-99 mg/dL
- เข้าข่ายเสี่ยงเบาหวาน: 100-125 mg/dL
- เสี่ยงเบาหวานสูง: มากกว่า 126 mg/dL (ควรตรวจซ้ำเพื่อยืนยัน)
- HbA1c (ระดับน้ำตาลสะสมในเลือด): ค่าเฉลี่ยน้ำตาลในเลือดช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา
- ค่าปกติ: ต่ำกว่า 5.7%
- เข้าข่ายเสี่ยงเบาหวาน: 5.7-6.4%
- เสี่ยงเบาหวานสูง: 6.5% ขึ้นไป (หากเกิน 7% ยืนยันว่าเป็นเบาหวาน)
3. ระดับไขมันในเลือด (Lipid Profile)
- คอเลสเตอรอลรวม (Total Cholesterol): ค่าปกติไม่ควรเกิน 200 mg/dL
- ไขมันดี (HDL-Cholesterol): ช่วยป้องกันหลอดเลือดอุดตัน ยิ่งสูงยิ่งดี
- ค่าปกติ: ผู้หญิงควรมากกว่า 40 mg/dL, ผู้ชายควรมากกว่า 50 mg/dL
- ไขมันร้าย (LDL-Cholesterol): หากสูงเกินไปจะเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดตีบตัน
- ค่าปกติ: ควรน้อยกว่า 130 mg/dL (หากมีความเสี่ยงโรคหัวใจ ควรต่ำกว่า 70 mg/dL)
- ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride): ค่าปกติไม่ควรเกิน 150 mg/dL
4. การทำงานของตับ (Liver Function Test)
- SGOT (AST) และ SGPT (ALT): เป็นเอนไซม์ที่บ่งบอกถึงสุขภาพตับ หากสูงเกินไปอาจบ่งบอกถึงความผิดปกติของตับ
- SGOT (AST):
- ผู้ชาย: 8-46 U/L
- ผู้หญิง: 7-34 U/L
- SGPT (ALT):
- ผู้ชาย: 30 U/L
- ผู้หญิง: 19 U/L
- SGOT (AST):
- Alkaline Phosphatase (ALP): เอนไซม์อีกชนิดที่บ่งบอกความผิดปกติของตับ
- การตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ B และ C: เพื่อวินิจฉัยการติดเชื้อ
5. การทำงานของไต (Kidney Function Test)
- BUN (Blood Urea Nitrogen): วัดปริมาณไนโตรเจนในเลือดที่มาจากยูเรีย หากสูงอาจบ่งบอกถึงการทำงานของไตที่ผิดปกติ หรือภาวะขาดน้ำ
- ค่าปกติ: 10-20 mg/dL
- Creatinine: เป็นของเสียที่ไตขับออก หากสูงบ่งชี้ถึงการทำงานของไตที่ผิดปกติ
- ผู้ชาย: 0.6-1.2 mg/dL
- ผู้หญิง: 0.5-1.1 mg/dL
- ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง: แบ่งเป็น 5 ระยะ โดยวัดจากอัตราการกรองของไต (estimated glomerular filtration rate; eGFR หน่วย mL/min/1.73m2)
- ระยะที่ 1: eGFR > 90 (ปกติ)
- ระยะที่ 2: eGFR 60-89 (ลดลงเล็กน้อย)
- ระยะที่ 3: eGFR 30-59 (ลดลงปานกลาง)
- ระยะที่ 4: eGFR 15-29 (ลดลงมาก)
- ระยะที่ 5: eGFR < 15 (ไตวายระยะสุดท้าย)
6. ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count: CBC)
- เม็ดเลือดแดง (Red Blood Cells – RBC):
- ฮีโมโกลบิน (Hemoglobin: Hb/HGB):
- ผู้ชาย: 13.5-17.4 g/dL
- ผู้หญิง: 12.0-16.00 g/dL
- หากน้อยไปเกิดภาวะโลหิตจาง หากมากไปเลือดจะหนืด
- ฮีโมโกลบิน (Hemoglobin: Hb/HGB):
- เม็ดเลือดขาว (White Blood Cells – WBC): บ่งบอกภาวะติดเชื้อหรือการอักเสบ
- ค่าปกติ: 4,500-10,000 cell/mL
- หากสูงกว่าปกติอาจมีการติดเชื้อ แต่ถ้าต่ำกว่าปกติอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
- เกล็ดเลือด (Platelets): เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือด
- ปริมาณเกล็ดเลือดมาตรฐาน: 140,000-440,000 platelets/mm3
- หากน้อยไปเลือดหยุดยาก หากมากไปเสี่ยงหลอดเลือดตีบ
7. ค่าดัชนีมวลกาย (BMI – Body Mass Index)
- คำนวณจาก: น้ำหนัก (กิโลกรัม) / (ส่วนสูง (เมตร) x ส่วนสูง (เมตร))
- การแปลผลโดยประมาณ:
- น้อยกว่า 18.50: ผอมเกินไป
- 18.50 – 22.99: ปกติ
- 23.00 – 24.99: น้ำหนักเกิน
- 25.00 – 29.99: อ้วนระดับ 1
- มากกว่า 30.00: อ้วนระดับ 2
8. กรดยูริก (Uric Acid)
- เป็นการตรวจกรดยูริกในเลือด หรือหาความเสี่ยงโรคเก๊าต์
- ผู้ชาย: ไม่เกิน 5 mg/dL
- ผู้หญิง: ไม่เกิน 8 mg/dL
- ข้อควรระวัง: การมีค่ายูริกสูง ไม่จำเป็นจะต้องเป็นโรคเก๊าต์เสมอไป แต่ควรปรับพฤติกรรม
9. ผลตรวจสุขภาพปัสสาวะ (Urine Analysis : UA)
- เป็นการตรวจลักษณะทางกายภาพ สี กลิ่น ความใสของน้ำ สารเคมีหรือสารเจือปนต่างๆ
- ความถ่วงจำเพาะ (Urine Specific Gravity): บอกได้ถึงการดื่มน้ำที่เพียงพอหรือไม่
- ค่าปกติ: 1.005 – 1.030
- หากมากเกินไปแสดงว่าร่างกายขาดน้ำ
- หากไม่เกิน 1.005 อาจแสดงว่ากลไกการควบคุมความเข้มข้นของปัสสาวะของไตเสื่อมสมรรถภาพ
คำแนะนำเพิ่มเติม
- อย่าตกใจกับค่าที่ผิดปกติเพียงเล็กน้อย: บางครั้งค่าที่สูงหรือต่ำกว่าปกติเพียงเล็กน้อย อาจเกิดจากปัจจัยชั่วคราว เช่น การพักผ่อนไม่เพียงพอ, ความเครียด, การดื่มน้ำน้อย หรือการทานอาหารก่อนตรวจ (ในบางกรณี)
- เตรียมคำถาม: จดคำถามที่คุณสงสัยไปถามแพทย์ เพื่อให้การพูดคุยมีประสิทธิภาพ
- เก็บประวัติ: เก็บผลตรวจสุขภาพของคุณไว้ เพื่อใช้เปรียบเทียบกับผลตรวจในแต่ละปี จะช่วยให้เห็นแนวโน้มสุขภาพของคุณ
- ปรับพฤติกรรม: หากแพทย์แนะนำให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย หรือการรับประทานยา ควรปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
..การทำความเข้าใจผลตรวจสุขภาพเบื้องต้นจะช่วยให้คุณสามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้อย่างเหมาะสม และเป็นส่วนหนึ่งของการมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจเหล่านี้เป็นเพียงการตรวจคัดกรองเบื้องต้น จำเป็นต้องมีการพบแพทย์เพื่อซักประวัติและตรวจร่างกายประกอบการวินิจฉัยอย่างครบถ้วน






