ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาเพื่อขยายสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการบริจาค โดยเป็นการต่อยอดจากมาตรการเดิมที่เคยครอบคลุมองค์กรด้านการแพทย์และสาธารณสุขอยู่แล้ว 27 แห่ง ด้วยการเพิ่มรายชื่อหน่วยรับบริจาคใหม่อีก 9 แห่ง เพื่อขยายการสนับสนุนให้ครอบคลุมงานด้านสาธารณสุข การแพทย์ การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้พิการ ผู้ป่วยฉุกเฉิน และการศึกษา

เปิดรายชื่อ 9 มูลนิธิรับสิทธิประโยชน์ใหม่
ประชาชนและภาคเอกชนที่บริจาคเงินหรือทรัพย์สินผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร ให้แก่ 9 หน่วยงานดังต่อไปนี้ จะได้รับสิทธิหักลดหย่อนหรือหักรายจ่ายได้ 2 เท่า
- มูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
- มูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
- มูลนิธิการแพทย์สยามบรมราชกุมารี
- มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์
- มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
- มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา
- มูลนิธิการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ
- มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา
- มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช
เงื่อนไขและหลักเกณฑ์การหักลดหย่อนภาษี
มาตรการภาษีนี้มีผลบังคับใช้สำหรับการบริจาคตั้งแต่วันที่ ครม. มีมติอนุมัติหลักการ ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 โดยกำหนดสิทธิประโยชน์ไว้ดังนี้:
- บุคคลธรรมดา: สามารถนำยอดบริจาคไปหักลดหย่อนได้ 2 เท่า แต่เมื่อนับรวมกับรายการลดหย่อนในลักษณะเดียวกันแล้ว จะต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน
- บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล: สามารถนำไปหักเป็นรายจ่ายได้ 2 เท่า แต่ต้องไม่เกิน 10% ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศล สาธารณประโยชน์ การศึกษา หรือการกีฬา
ด้าน น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงแนวคิดของรัฐบาลว่า การพัฒนาระบบสุขภาพและการศึกษาไม่ได้เป็นเพียงหน้าที่ของรัฐฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การใช้กลไกทางภาษีมาเป็นแรงจูงใจในครั้งนี้ จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการบริจาคผ่านระบบที่มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ซึ่งประโยชน์จะตกอยู่กับประชาชนโดยตรง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ผู้มีรายได้น้อย ผู้ป่วย ผู้พิการ และผู้ทุพพลภาพ ให้สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ เวชภัณฑ์ อุปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึงโอกาสทางการศึกษาได้มากขึ้น ถือเป็นการสร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมตามนโยบายของรัฐบาล




