
วัยทำงานหลายคนมาพร้อม “อาการปวด” ตามร่างกาย จนต้องนวดหรือทำกายภาพบำบัดแทบทุกสัปดาห์ ซึ่งอาจช่วยให้ดีขึ้นจริง แต่ผ่านไปไม่กี่วันก็กลับมาปวดที่เดิมอีก วงจรแบบนี้คือชีวิตประจำวันของคนวัยทำงานจำนวนมาก สอดคล้องกับข้อมูลของกรมอนามัยที่ระบุว่าคนวัยทำงานราวร้อยละ 60 มีภาวะออฟฟิศซินโดรม ส่วนหนึ่งเพราะหลายคนยังไม่รู้ว่าต้นเหตุที่แท้จริงคือพฤติกรรมที่ทำอยู่ทุกวันโดยไม่รู้ตัว และหากปล่อยไว้นานไม่ดูแล ในระยะยาวอาจลุกลามเป็นภาวะปวดเรื้อรังและข้อเสื่อมก่อนวัยได้ วันนี้ พญ.พิชชาพร เมฆินทรพันธุ์ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู รพ.วิมุต พหลโยธิน จะมาไขข้อสงสัยว่าทำไมการนวดถึงเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ พร้อมแชร์แนวทางการตรวจด้วยเทคโนโลยี Posture Analysis ที่ช่วยให้ชาวออฟฟิศรู้ต้นเหตุของอาการปวดและรับการรักษาได้อย่างเหมาะสม
ทำไม “นวด-กายภาพ” แล้วหาย แต่ไม่กี่วันก็ปวดเหมือนเดิม
พญ.พิชชาพร เมฆินทรพันธุ์ อธิบายว่า อาการปวดหลัง คอ บ่า ไหล่ ของคนวัยทำงาน ส่วนใหญ่เกิดจากการเกร็งกล้ามเนื้อในท่าเดิมซ้ำ ๆ จนเกิดปมตึงตัวขึ้นมา เมื่อนวดหรือทำกายภาพบำบัด ปมเหล่านี้จะคลายตัวและปวดน้อยลง แต่ไม่ได้ช่วยให้หายขาดหากยังมีพฤติกรรมเดิม ๆ ที่เป็นต้นเหตุของอาการปวด นอกจากนี้ จุดที่ปวดก็อาจไม่ใช่ต้นเหตุ เพราะกล้ามเนื้อและเส้นประสาททำงานเชื่อมโยงกันทั้งร่างกาย จึงอาจเกิด อาการปวดสะท้อน ขึ้นได้ เช่น ปมตึงตัวที่บ่าส่งสัญญาณปวดขึ้นไปที่ศีรษะ หรือหมอนรองกระดูกคอกดทับเส้นประสาท แต่กลับไปแสดงอาการปวดร้าวและชาที่แขนแทน
เช็ก “พฤติกรรมเคยชิน” ที่ทำให้ปวดซ้ำ ๆ ไม่รู้ตัว
แล้วต้นเหตุที่แท้จริงของอาการปวดในวัยทำงานคืออะไร พญ.พิชชาพร เมฆินทรพันธุ์ ให้คำตอบว่าอาการปวดส่วนใหญ่มักเกิดจากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมซึ่งนำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อไม่สมดุล (Muscle Imbalance) อาทิ การก้มดูโทรศัพท์ที่ทำให้คอรับน้ำหนักศีรษะเพิ่มขึ้นหลายเท่าจนเกิดภาวะคอยื่น ไหล่ห่อ หลังค่อม หรือการนั่งไขว่ห้าง ที่ทำลายสมดุลของเชิงกรานและกระดูกสันหลัง เมื่อร่างกายเสียสมดุล กล้ามเนื้อและข้อต่อฝั่งหนึ่งต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อดึงรั้งร่างกายไว้ จนเกิดการอักเสบสะสมและกดทับหมอนรองกระดูกกับเส้นประสาท หากปล่อยไว้นานไม่ดูแลจะทำให้เกิดภาวะปวดเรื้อรัง เสี่ยงกระดูกสันหลังและข้อต่อเสื่อมก่อนวัย รวมถึงเสียบุคลิกภาพอย่างถาวร ดังนั้นหากมีอาการปวดตลอดเวลาและเปลี่ยนท่าแล้วไม่ดีขึ้น ปวดแปลบกลางแนวกระดูกสันหลัง ปวดร้าวลงแขนหรือขา ชาหรืออ่อนแรงจนหยิบของหลุดมือ เดินทรงตัวลำบาก หรือปวดเรื้อรังเกิน 2 สัปดาห์ เป็นสัญญาณที่บอกว่าไม่ใช่อาการปวดทั่วไป ควรรีบพบแพทย์ทันที
Posture Analysis เปลี่ยนอาการปวดที่มองไม่เห็น ให้เป็นตัวเลขที่วัดได้
เมื่อต้นเหตุอยู่ที่โครงสร้างร่างกายที่เสียสมดุลไปโดยไม่รู้ตัว การรักษาที่เหมาะสมจึงเริ่มจากการหาให้เจอก่อนว่าร่างกายผิดปกติที่ตรงไหนบ้าง โดยศูนย์กายภาพบำบัดและเวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน มีการนำเทคโนโลยีการวิเคราะห์ท่าทางและโครงสร้างร่างกาย (Posture Analysis) มาใช้ตรวจประเมินโครงสร้างและท่าทางอย่างละเอียด เพื่อดูว่าร่างกายอยู่ในแนวที่เหมาะสมและสมดุลหรือไม่ โดยมีระบบ AI วางจุดอ้างอิงตามตำแหน่งกระดูกและข้อต่อสำคัญทั่วร่างกาย แล้วคำนวณว่าแต่ละจุดเบี่ยงไปจากแนวปกติกี่องศา ตั้งแต่ความสมดุลซ้าย-ขวาอย่างระดับไหล่และการเอียงของเชิงกราน ความโค้งของกระดูกสันหลังและระยะที่ศีรษะยื่นออกจากแนวไหล่ ไปจนถึงการลงน้ำหนักที่เท้าทั้งสองข้าง เทคโนโลยีนี้ทำให้ได้ผลเป็นตัวเลขที่ชัดเจน จึงช่วยให้ตรวจพบความผิดปกติเล็ก ๆ ได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับการดูแลของรพ. วิมุต พหลโยธิน ภายใต้แนวคิด “เข้าใจความซับซ้อน เพื่อการรักษาที่ตรงจุด”
รักษาอาการปวดของชาวออฟฟิศด้วย “แนวทางเฉพาะบุคคล”
การตรวจ Posture Analysis เริ่มจากผู้ป่วยยืนในตำแหน่งมาตรฐานให้ระบบบันทึกภาพและสแกนโครงสร้างร่างกายทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง จากนั้นซอฟต์แวร์จะประมวลผลออกมาเป็นค่าองศาของแต่ละข้อต่อ ต่อด้วยการตรวจซ้ำโดยนักกายภาพบำบัด ทั้งกดหาจุดกดเจ็บ วัดความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ และตรวจความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว เมื่อได้ผลที่เป็นตัวเลขก็จะนำมาออกแบบเป็นโปรแกรมการรักษาเฉพาะบุคคล ตั้งแต่การจัดปรับโครงสร้างด้วยมือ การใช้เครื่องมือลดปวดอย่างโปรแกรม Shockwave หรือโปรแกรม PMS การยืดกล้ามเนื้อมัดที่เกร็งตึง การวางแผนออกกำลังกายเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่อ่อนแรง ไปจนถึงการปรับโต๊ะ เก้าอี้ และท่าทางในการทำงานให้เหมาะกับแต่ละคน
“อาการปวดดูแลได้ถ้าเรารู้ว่าต้นเหตุอยู่ตรงไหน ดังนั้นทุกคนสามารถเข้ามาตรวจได้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการ โดยเฉพาะชาวออฟฟิศที่ต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นาน ๆ เพื่อให้เห็นความผิดปกติตั้งแต่เนิ่น ๆ และวางแผนป้องกันได้ก่อนสาย ทั้งยังช่วยส่งเสริมบุคลิกภาพ ที่สำคัญคือต้องปรับพฤติกรรมควบคู่ไปด้วย เริ่มจากการนั่งให้หลังชิดพนักและปรับจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ระดับสายตา ลุกขยับทุก ๆ 1 ชั่วโมง ลดเวลาอยู่หน้าจอ ยืดและออกกำลังกายกล้ามเนื้อคอ บ่า สะบักเป็นประจำ รวมถึงพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อลดการอักเสบสะสมของกล้ามเนื้อ และป้องกันไม่ให้ร่างกายเสียสมดุลจนแก้ยาก” พญ.พิชชาพร เมฆินทรพันธุ์ กล่าวทิ้งท้าย





